Tel.02-311-1387, 02-311-3903 Fax.02-741-3551
Facebook

พิธีกฐินสามัคคี วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร ประจำปี 2560 08/10/60

พิธีกฐินสามัคคี วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร ประจำปี 2560 08/10/60

วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ณ อุโบสถ ชั้น 1 วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร สุขุมวิท 101 กรุงเทพมหานคร เวลา 13:00 น.

พระธรรมมงคลญาณ วิ. หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร และ ประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ได้เป็นประธานสงฆ์ในพิธีทอดกฐินสามัคคี

พระครูปลัดบุรมย์ เตชธัมโม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล เป็นภิกษุผู้รับผ้ากฐิน

โดยมี คุณณรงค์ และ คุณมยุรี สุขศรีวงศ์ เป็นเจ้าภาพกฐินสามัคคี

คุณสุพิน โมฬีนนท์ โรจนพฤกษ์ เป็นเจ้าภาพบริวารกฐิน

นายจิรศักดิ์ เพ็งกุล ผอ.เขตพระโขนง เป็นตัวแทนสาธุชนในการอ่านถวายรายงานพิธีทอดกฐินสามัคคี เพื่อปรับปรุงฌาปนสถาน

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สาคร สุขศรีวงศ์ กรรมการคุณวัฒน์ มูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร เป็นผู้นำกล่าวถวายผ้ากฐิน

นอกจากนี้ยังมีแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานอีกหลายคน อาทิเช่น

คุณมีชัย ฤชุพันธ์ กรรมการคุณวัฒน์ และ รองประธานมูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร

คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา และ คุณพอฤทัย ณรงค์เดช

คุณชัช ชลวร กรรมการคุณวัฒน์ มูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร

คุณศิริธัช โรจนพฤกษ์ กรรมการคุณวัฒน์ มูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร

คุณณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการคุณวัฒน์ มูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร

คุณดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ กรรมการมูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพ ประธานหลักสูตรพิเศษ

คุณนิภาพร บัวทอง กรรมการมูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพ ประธานหลักสูตรทั่วไป

ในพิธี พระธรรมมงคลญาณ วิ. หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ได้แสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์พิเศษในงานทอดกฐินวัดธรรมมงคล ปี พ.ศ. 2560 ดังนี้

"สวัสดี เมื่อวานนี้ทอดกฐินไปที่วัดใหม่ วัดศรีรัตนธรรมาราม วันนี้ทอดวัดธรรมมงคล มองดูนึกว่าไม่มีใครมาซะแล้ว ที่ไหนได้ออกจากกุฎิคนเต็มวัดแล้ว การทอดกฐินนั้น ปีละ 1 ครั้ง เหมือนกันทุกวัดในประเทศไทย เพราะว่าเป็นพุทธบัญญัติ จะทำสองครั้ง สามครั้ง ห้าครั้ง สิบครั้ง กี่ครั้งทำไม่ได้ ทำได้เพียงครั้งเดียว แต่ในอดีตที่ท่านให้ความสำคัญว่าทำยังไงถึงจะให้เกิดความสำคัญ ท่านก็นัดผู้คนตามสมควร แล้วก็มาทำพิธีทอผ้ากัน เขาเรียกว่าจุลกฐิน ทำให้เสร็จในวันเดียวกัน ตัดเอาด้ายมา เอาสำลีมาก็เอาไนนี่ไข ทำเส้นด้าย ทำเส้นด้ายแล้วก็เอาใส่กี่ ใส่กี่เสร็จแล้วก็ทอด้วยมือ ทอเสร็จแล้วก็ต้องเอาไปย้อม ย้อมเสร็จแล้วก็ตากให้แห้งแล้วก็มีคนถ้าจะเป็นเมืองใหญ่ก็มีคนเยอะ ไปรวมจุลกฐิน

แต่ในเวลานี้เทคนิคได้เกิดขึ้นแก่พวกมนุษย์ทั้งหลาย พาการพัฒนาไม่จำเป็นที่จะต้องไปทำเหมือนเดิมแล้วก็มีผ้าสำเร็จรูป แล้วก็มาทอดกฐินกันเลย เราก็มาฟังอานิสงส์ของกฐินก็คือ เขาเรียกว่า กาละ กาลทาน กาลทานก็มีไม่มาก มีอย่างสองอย่าง กฐินนี่ก็เป็นกาลทาน เมื่อมีศรัทธาเมื่อมีปัจจัยต่าง ๆ ที่จะรวบรวมกันได้แล้วก็มาทำเป็นกาลกฐินขึ้น ก็เหมือนกันกับสินค้าต่าง ๆ แม้ว่าจะเป็นผ้าผืนเดียวกัน แต่ว่าผืนนี้เขาราคา ห้าร้อยบาท แต่ผืนต่อมานี่เป็นผ้าที่อยู่ในชุดแต่งงานก็พันบาท พันบาทแล้วก็เพิ่มเป็นหมื่นบาท หมื่นบาทแล้วก็ขึ้นเป็นแสนบาท ที่เห็นนี่ผ้าอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นกฐินก็เป็นทานอันเดียวกันเหมือนกันกับทานอื่น ๆ แต่เมื่อเป็นกาลทานแล้วก็เพิ่มอานิสงส์ขึ้น เขาเรียกว่าอานิสงส์กฐิน


เพราะฉะนั้นปรากฏว่าวัดธรรมมงคล วันนี้วันที่ 8 ตุลาคม โยมก็มากัน นับไปนับมา นับไปนับมาไม่รู้เท่าไหร่ก็คงจะเป็นหมื่นถ้านับไปนับมา แต่ถ้านับจริง ๆ ก็คงจะเป็นประมาณสี่ห้าพัน แต่นับไปนับมามันได้หมื่น เพราะว่าคนเรานี่มี 10 นิ้ว เราก็ได้กำไร คนนี่พันคนก็เอาสิบคูณก็ได้หมื่นแล้ว อานิสงส์กฐินนี่ท่านทั้งหลายก็คงทราบดีกันอยู่แล้ว การเสียสละทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นสาธารณประโยชน์เรียกว่าเป็นบุญกุศลทั้งสิ้นไม่ว่าแต่เฉพาะกฐินเท่านั้น ยังมีผ้าบังสุกุล ยังมีการสร้างกุฏิ ยังมีสร้างวัด ยังมีสร้างโบสถ์วิหาร ยังมีสร้างพระประธาน ยังมีบวชนาค ยังมีอะไรก็มากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นการมาของบุญ

เพราะฉะนั้นจึงเวลาพระท่านเทศน์ท่านถึงขึ้นต้นบอกว่า คำสอนของพระพุทธเจ้านี้ เป็นของดีเป็นของวิเศษ นับว่าเป็นแก้วรัตนมงคลของโลก เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ สามารถที่จะชี้ช่องทางให้พวกเราได้เดินไปในทางที่ถูกและในทางที่ควร ถ้าเราไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราจะเอาชีวิตของเราเดินไปในทางไหนเมื่อมีคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็ชี้ว่าทางนี้ผิดและทางนี้ถูก เมื่อเรามีหิริความละอายแก่บาป โอตัปปะความเกรงกลัวต่อบาปแล้ว ไอ้สิ่งที่มันไม่ถูกต้องเราก็ละมันเสีย สิ่งใดที่เป็นความถูกต้อง เป็นประโยชน์แก่เราหรือแก่ท่าน เราก็ทำขึ้นมา

อันนี้บรรพบุรุษของชาวไทยได้สืบต่ออายุพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์นับเป็นเวลาพันพันปี สืบต่ออายุพระพุทธศาสนามาจนกระทั่งถึงพวกเรานี้ก็ถือว่าท่านบรรพบุรุษ ท่านได้เสียสละเลือดเนื้อ เสียสละทุกอย่างเพื่อรักษาไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาให้เราทั้งหลายได้พากันปฏิบัติ เพราะเหตุที่ว่าเมื่อเราได้ปฏิบัติในคุณงามความดีในพระพุทธศาสนาแล้ว ใจของเราเนี่ยเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ร่างกายนี้ตายไปก็จริง แต่ใจไม่ได้ตายตามร่างกายนี้ไปด้วย ใจของเรานั้นจะต้องไปตามกรรมที่เราได้สร้างไว้ ถ้าเราสร้างกรรมไม่ดีไว้ เราก็ต้องไปนรกหรือไปเกิดในอบายภูมิถ้าเราสร้างกรรมดีไว้กรรมดีก็จะต้องส่งเราไปที่สุคติ สวรรค์และนิพพาน เป็นต้น

เพราะฉะนั้นใจจึงมีความสำคัญที่ว่า เราจะต้องหาสิ่งที่ดีบรรจุไว้ที่ใจของเรา เวลาที่เรามีชีวิตอยู่ในเวลานี้ก็เพราะใจของเรายังไม่ได้ออกจากร่าง ยังอยู่ที่ร่างกายอันนี้ แต่เมื่อใจออกจากร่างเมื่อไหร่ กายอันนี้ก็หมดความหมาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า นิรัตถัง วะ กลิงคะรัง เปรียบได้ด้วยท่อนไม้และท่อนฟืนเท่านั้น เพราะฉะนั้นความดีต่าง ๆ ที่เราสร้างนี้ จะเป็นเครื่องค้ำจุนที่พระองค์ได้ทรงแสดงว่า ปุญญานิ ปรโลกัสมิง ปติฏฐา โหนติ ปาณินังติ บุญเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งแก่เราทั้งโลกนี้และโลกหน้า บาปไม่เคยเป็นที่พึ่งแก่ใคร บาปนั้นตามล้างตามผลาญสารพัดที่จะดลบันดาลให้เราต้องมีความเดือดร้อน ตรงกันข้ามกับบุญสารพัดที่ทำให้เราเกิดความสุขสบาย ท่านถึงเปรียบเหมือนกันกับว่าการทำบุญนี้เป็นการสร้างน้ำดีกำจัดน้ำเสีย"