Tel.02-311-1387, 02-311-3903 Fax.02-741-3551
Facebook

พิธีปฐมนิเทศและปฏิญาณตน นักศึกษาครูสมาธิ รุ่นที่ 43 (เตจัตตาฬีสโม) สุทธิญาณ (ญาณที่บริสุทธิ์) 05/08/61

พิธีปฐมนิเทศและปฏิญาณตน นักศึกษาครูสมาธิ รุ่นที่ 43 (เตจัตตาฬีสโม) สุทธิญาณ (ญาณที่บริสุทธิ์) 05/08/61

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561 พระธรรมมงคลญาณ วิ. (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล ประธานผู้ก่อตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพฯ เมตตาเป็นประธานพิธีปฐมนิเทศนักศึกษาครูสมาธิ รุ่นที่ 43 (เตจัตตาฬีสโม) สุทธิญาณ (ญาณที่บริสุทธิ์) ณ อุโบสถชั้นล่าง วัดธรรมมงคล สุขุมวิท 101

เวลา 9.00 น. พระธรรมมงคลญาณ วิ. (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) เมตตาจุดธูปเทียนและนำสวดบูชาพระรัตนตรัย ต่อมา พระอาจารย์พงศ์ศักดิ์ ญาณวํโส กล่าวรายงานเกี่ยวกับหลักสูตรครูสมาธิ โดยพระทำนุ จิตฺตวโร นำกล่าวคำปฏิญาณตนมอบตัวเป็นศิษย์ และพระพีระพงษ์ พฒฺนิโก นำกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ โดยมีนักศึกษาครูสมาธิ รุ่นที่ 43 กล่าวตามโดยพร้อมเพรียงกัน

หลังจากนั้น ดร. ศิริธัช โรจนพฤกษ์ กรรมการคุณวัฒน์และเลขาธิการมูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพฯ และอ.นิภาพร บัวทอง กรรมการมูลนิธิฯ กรรมการบริหารสถาบันพลังจิตตานุภาพ ประเทศสหรัฐอเมริกา และประธานกรรมการบริหารจัดการหลักสูตรทั่วไป ขึ้นกล่าวต้อนรับนักศึกษาครูสมาธิ ต่อมาตัวแทนนักศึกษาครูสมาธิรุ่น 42 จึงได้ขึ้นกล่าวแสดงความรู้สึกจากการเรียนครูสมาธิให้แก่นักศึกษาใหม่   

ลำดับต่อมา พระเดชพระคุณพระธรรมมงคลญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) เมตตาให้โอวาทแก่นักศึกษาใหม่ มีใจความ ดังต่อไปนี้

“สวัสดี เอาล่ะ มาพบกับท่านทั้งหลายนักศึกษาครูสมาธิ เริ่มต้นตั้งแต่แปดสิบคน จนกระทั่งถึงแปดแสนแล้ว แสดงว่าคนที่มาทำสมาธิได้รับประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ ขอให้เข้าใจย่อ ๆ ในอันดับแรกไว้ซะก่อนว่าสมาธิเมื่อมีขึ้นมาแล้วก็จะเกิดสติ เมื่อสติเกิดขึ้นมาแล้วก็จะมีปัญญา ถ้าขาดสมาธิเมื่อไหร่ก็ขาดสติ พอขาดสติแล้วมันก็ขาดปัญญา เหมือนเราเดินทาง เราเดินทางไปกลางทาง อุตส่าห์สวมแหวนราคาเป็นล้าน พอไปถึงห้องน้ำ ขาดสมาธิ ลืม กลับคืนไปบ้าน เมื่อกลับคืนไปบ้านแล้ว อ้าวลืมแหวนเสียแล้ว คนอื่นเอาไปแล้ว นี่เราจะเห็นชัดเจนว่าสติมันให้คุณประโยชน์แค่ไหน

ที่เราพากันทำสมาธินี่อันดับแรกเราจะต้องรู้จักข้อนี้ก่อน อย่างที่นักศึกษาท่านหนึ่งบอกว่าให้รู้จักฐานที่ตั้ง ก็ต้องรู้จักฐานที่ตั้งก่อน ทำสมาธิมาตั้ง 20 ปีแล้ว ยังไม่รู้จักฐานที่ตั้ง มันแย่ที่สุด แต่ว่าเมื่อมาทำสมาธิภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพแล้ว วันเดียวก็รู้แล้วว่าทำสมาธิเพื่ออะไร เพราะฉะนั้นพวกเราก็พยายามทำจิตให้เป็นสมาธิด้วยการบริกรรม นึกพุทโธ แต่ก่อนมันอารมณ์เยอะ ไอ้คนนั้นตีไอ้คนนี้ คนนี้ด่าคนนั้น คนนั้นว่าคนนี้ มันยุ่งไปหมด แต่พอละอารมณ์พวกนั้นแล้วความยุ่งเหล่านั้นก็หายไป เหลือแต่ความเป็นหนึ่ง พอเหลือความเป็นหนึ่งจิตก็เป็น จิตก็รวม เมื่อจิตรวมแล้วจิตก็เป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วจิตก็ผลิตพลังจิต ก็ง่ายนิดเดียว แต่ว่าเราก็ทำให้เป็นของยากซะ เพราะฉะนั้นการทำสมาธินี่ยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่มหาชน

หลวงพ่อมาคิดว่าเด็กอายุเพียง 13 ขวบอย่างหลวงพ่อยังไม่ได้บวชเป็นสามเณร สมาธิมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร นั่งสมาธิก็ไม่ได้นึกพุทโธ ไปก็ไม่ได้มีศรัทธา แต่ก็ไป เห็นเขาไปวัดก็ต้องตามเขาไป แต่ในที่สุดมันก็เกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาได้อย่างนี้ เพราะฉะนั้นจิตที่เป็นสมาธิจึงทำให้เกิดสติ พอเกิดสติแล้วก็เกิดปัญญา

พึงเข้าใจว่า การทำสมาธิมันง่ายก็จริง แต่มันจำเป็นที่จะต้องมีผู้แนะนำหนทาง ถ้าเราสุ่มสี่สุ่มห้าไปเรียนสมาธิ บอกก็ไม่ชัดเจน ก็นั่งไปหลับไป ก็ไม่รู้ เขานั่งเราก็นั่งอย่างนี้ ไปมันก็ไม่ได้อะไรเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ จิตก็ผลิตพลังจิตเอง มันเหมือนกันกับเรารับประทานอาหาร ขอให้รับประทานในทางที่ถูก คือรับประทานทางปากแล้วมันจะอิ่มเอง ถ้าเราจะไปทานทางอื่นมันก็ไม่อิ่ม เพราะฉะนั้นการทำสมาธิก็คือสร้างความมั่นใจให้แก่ตัวเองว่า เราทำเนี่ย ไม่ใช่สักแต่พูด พูดวันนี้ พูดอย่างหนึ่ง แต่ทำไปอย่างหนึ่งมันก็ไม่ได้ เราพูดแล้วเราก็ทำ บอกว่าเดินจงกรม เอ้า เดินจงกรม นั่งสมาธิ เอ้า นั่งสมาธิ ก็คนมาเรียนก็ตั้งเยอะแยะ เขานั่งกันเราก็ต้องนั่งตามเขา ในที่สุดมันก็เกิดสมาธิขึ้น พอเกิดสมาธิขึ้นก็เกิดสติ เราเดินทางเราก็ไม่ไปลืมแหวนไว้กลางทาง เราก็ยังได้แหวนกลับคืนมา ก็เพราะอาศัยสติ เพราะฉะนั้น หลวงพ่อจึงแนะนำอยู่เสมอว่า เราจะต้องสร้างพลังจิตมานี่ให้เต็มที่ เพราะว่าพลังจิตนั้นน่ะมันเกิดอยู่ที่จิต ตั้งอยู่ที่จิต เมื่อเกิดขึ้นอยู่ที่จิตตั้งอยู่ที่จิตแล้วมันก็ไม่ไปไหน มันก็จะเพิ่มของมันเรื่อย เราทำ 2  ทำอีก 2 ก็เป็นสี่ 4  ทำ 4 ก็เป็น 8  ทำ 8 ก็เป็น 16  มันก็จะมีความเป็นพลังจิตเพิ่มขึ้น ไม่สูญเสีย ชาตินี้ก็ไม่สูญเสีย ชาติหน้าก็ไม่สูญเสีย นี่คือพลังจิต และพลังจิตนี่เองที่จะเกิดบุญเกิดวาสนา เกิดบารมี บุญเราก็ทำนักหนา ทำบุญแต่เราก็ไม่รู้ว่าทำกันไปยังไง ได้บุญก็เอาแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าการทำบุญน่ะมันสร้างพลังให้แก่ตัวของเรา มันก็เกิดเป็นพลังจิต เหมือนกันกับเราทำบุญต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว กลายเป็นพลังจิต ไม่ใช่ว่าพลังจิตเกิดมาแล้วก็แล้วกัน พลังจิตจะสืบต่อเนื่องไปจนกระทั่งถึงวันที่เราจะพ้นทุกข์ เพราะฉะนั้นการที่เราได้มารวมเป็นหมู่เป็นคณะแล้วทำสมาธิให้ปรากฏชัด อย่างที่เราดำเนินการอยู่ในเวลานี้ เราดำเนินการมาเป็นที่ถูกต้องแล้ว

ผู้ที่ทำสมาธิพอได้พลังจิตแล้วนี่ ผลประโยชน์ที่จะเกิดจากพลังจิตมันก็มีอยู่ 3 ประการ คือ 1 ความรับผิดชอบสูง ไม่ใช่ว่าทำแล้วทิ้งเลยมี ความรับผิดชอบแล้ว ก็ยังมีความ นอกจากความรับผิดชอบแล้วก็ยังเกิด หมายความว่าก็ยังเกิดกำลัง แต่ก่อนเราทำแค่นี้ ต่อมามันก็มีกำลังเพิ่มขึ้น ข้อที่ 2 มีเหตุมีผล ข้อที่ 3 คือมีเมตตา พอเราได้สมาธินี่แล้ว จิตมันมีเมตตาขึ้นมาเอง อย่างที่หลวงพ่อคิด เมื่อเวลาที่เป็นเด็กอายุ 13 ขวบ ได้สมาธิได้ดวงตาเห็นธรรม เมื่อได้สมาธิดวงตาเห็นธรรมแล้วมันก็อยากให้คนอื่นได้ด้วย มันมีเมตตาขึ้น เมตตาตัวนี้เป็นเมตตามีความสำคัญมาก ถ้าจิตเป็นสมาธิมีพลังจิตมากขึ้น ความเมตตาก็มากขึ้น เพราะฉะนั้นประโยชน์สามอย่างคือ การรับผิดชอบสูง การมีเหตุผล และการที่มีเมตตา สามอย่างนี้จะเกิดขึ้นมาพร้อมกับพลังจิต

พลังจิตนั้นน่ะ แม้ว่าไม่มีตัวตนแต่ว่ามันมีประโยชน์ให้กับคนเป็นอันมาก อย่างที่เขาสร้างเขื่อน เขาสร้างเขื่อนเพื่อที่จะได้กักน้ำ นอกจากได้น้ำแล้วเขาก็ยังได้กระแสไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าก็ไปเป็นคอมพิวเตอร์ ไปเป็นเครื่องแสงสว่างสารพัดที่เกิดขึ้นจากพลังงาน เพราะฉะนั้นเมื่อพลังจิตเกิดขึ้นมาแล้ว มากขึ้นแล้ว มันจะเป็นการเรียกว่าเปลี่ยนพฤติกรรมของความโหดร้ายกลายเป็นผู้มีเมตตา หลวงพ่อมาคิดดูว่าเมื่อตอนเป็นเด็กเราเป็นเด็กบ้านนอก เป็นเด็กบ้านนอกก็ต้องไปทำมาหาเลี้ยงชีพช่วยผู้ใหญ่ ต้องไปฆ่าสัตว์ต้องไปทำอะไรต่าง ๆ เพื่อเป็นทางบาป แต่พอเวลาที่ดวงตาเห็นธรรมแล้ว แม้ยุงก็ไม่กล้าไปตบ มัน คำว่าเมตตามันเกิดขึ้นจากสมาธินี่ เป็นสิ่งที่หาประมาณมิได้ เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายของดีมีอยู่ในตัวของเราแท้ ๆ แต่เราไม่พากันพัฒนามันเฉย ๆ คนเรานี่มันมีสมองดีกว่าสัตว์เดรัจฉานเยอะ สัตว์เดรัจฉาน ช้าง ม้า วัว ควาย มันเคยไถนามา มันก็ต้องไถนามาอยู่อย่างนั้น มันจะพัฒนาไปอื่นไม่ได้ แต่มนุษย์สามารถที่จะพัฒนาตัวเองให้มีความเจริญได้จากการที่เขาขับเกวียน จาการที่เขาใช้ยานพาหนะ ต่อมาเขาก็มีการสื่อสารมีทั้ง iPhone iPad มีทั้งคอมพิวเตอร์ โอ้ สารพัด แสงสว่างสารพัด เกิดการสื่อสารขึ้นมา แต่ก่อนทำไม่ได้ เดี๋ยวนี้ทำไมทำได้ เหมือนกันกับพวกเราน่ะ ของดีมีอยู่ในตัวแต่ไม่นำออกมาใช้ เอามาใช้เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นภายใต้สถาบันพลังจิตตานุภาพหลวงพ่อจึงเน้นหนักในการที่ทำแล้วให้มันเกิดประโยชน์ขึ้นมาจริง ๆ ไม่ใช่ทำแล้วทิ้งไปเลย อันนี้ได้แก่ตัวของตนเอง เราได้ดวงตาเห็นธรรมมาตั้งแต่อายุ 13 ขวบ แล้วก็พอได้แล้วนี่ จากนั้นมาก็นั่งสมาธิไม่เคยหยุด มันก็เพิ่มขึ้น ๆ มันก็กลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้

ฉันใดก็ดี ท่านทั้งหลายก็เหมือนกัน เมื่อมาทำสมาธิถูกต้องตามระบบแล้ว มันก็จะสามารถสร้างพลังจิตนี่ได้สมความปรารถนา เพราะอะไร เพราะว่ามันง่ายนิดเดียว เช่นเราจะทำสมาธิก็หยุด นึกพุทโธไล่อารมณ์ พออารมณ์หมดไปแล้ว ก็เหลืออารมณ์อันเดียว พอเหลืออารมณ์อันเดียวก็เป็นสมาธิ พอเป็นสมาธิจิตก็ผลิตพลังจิต ผลิตพลังจิต จิตก็เก็บพลังจิตเอาไว้ เขาเรียกว่าตัวเราได้รับการพัฒนา พระอริยเจ้า  จะเป็นพระอริยเจ้าชั้นใดก็ตาม เมื่อได้รับการพัฒนาทางด้านจิตใจขึ้นมาแล้ว ท่านก็มีพลังจิตแล้วก็สามารถที่จะทำสิ่งที่น่าอัศจรรย์ขึ้นมาได้เป็นเช่นนั้น

เพราะฉะนั้นพวกท่านทั้งหลายการที่เราได้ดำเนินการมานี้ เราก็ได้ประโยชน์ เราต้องสำนึกอยู่เสมอว่าฉันอยากจะสอนคนอื่นจริง ๆ ของตรงนี้มันดีมากอยากจะให้คนอื่นจริง ๆ ไอ้สามัญสำนึกอันนี้นี่มันจะเกิดขึ้นในเมื่อเวลาที่พลังจิตมันเพิ่มพูนขึ้นมามันเกิดขึ้นมาเอง เพราะฉะนั้นการที่เราจะมาทำสมาธิเป็นหมู่เป็นคณะก็ทำให้เกิดความมั่นใจยิ่งขึ้น เราต่างคนก็ต่างแสดงออกให้เห็นว่าสมาธิได้ทำประโยชน์ยังความสุขให้เกิดขึ้น

สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันจะต้องเกิดขึ้น คือ ความซาบซึ้ง ความประทับใจ ความเอิบอิ่ม เหล่านี้มันจะเกิดขึ้น หลังจากทำสมาธิแล้ว เพราะฉะนั้น ความสุข ความเอิบอิ่ม ความประทับใจนี่หาได้ยากในใจของบุคคล เพราะมันมีแต่อารมณ์ เพราะฉะนั้นเมื่อทำสมาธิเข้าก็กำจัดพวกอารมณ์เหล่านี้ ก็เป็นอันว่าเราได้ของบริสุทธิ์ไป เป็นอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้สมาธิแล้วจึงมีความคิดว่าอยากจะให้คนอื่นได้บ้าง บางคนก็ถึงกับว่า ฉันเรียนสมาธิแล้วฉันต้องเป็นครู นั่นคือจิตใจมีเมตตาเกิดขึ้นมาให้ปรากฏชัด

เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลาย ในวันนี้ก็เป็นวันที่ได้ปฐมนิเทศมาเป็นหลายสิบปีมาแล้ว จำนวนประชาชนมาปฐมนิเทศด้วยก็เป็นจำนวนหลายหมื่นหลายแสนเป็นล้านก็ได้ ก็น่าอัศจรรย์ ขอให้ท่านทั้งหลายจงมีความมานะพากเพียร ความขันติ ความอดทน พระพุทธเจ้าสอนว่า ขันติ ธีรัสสะลังกาโร เป็นกำลังของผู้บำเพ็ญพรต เราทำสมาธิถ้าไม่มีขันติเราก็ไปไม่รอด พอมีขันติแล้วก็ไปรอดสามารถที่จะดำเนินชีวิตของเรา พัฒนาของสิ่งที่มีที่อยู่ในตัวของเราให้เป็นประโยชน์ต่อไป

ในสุดท้ายก็ไม่มีอะไรนอกจากอวยพรให้ท่านทั้งหลายได้พบกับความสำเร็จที่ตนปรารถนาทุกคน ขอความสุขความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย สวัสดี”

ต่อมานักศึกษาได้พร้อมใจกันร้องเพลงประจำสถาบัน คือเพลงอรุณทอแสงและเพลง Shinning Sun โดยเพลงอรุณทอแสงเป็นเพลงที่หลวงพ่อเป็นผู้ประพันธ์เอง

จากนั้นพระธรรมมงคลญาณ วิ. (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ได้เมตตามอบใบเกียรติบัตร (ใบขยันเรียน) แก่นักศึกษาครูสมาธิรุ่นที่ 42 ที่เข้าเรียนสม่ำเสมอ โดยอ.นิภาพร บัวทอง กรรมการมูลนิธิฯ กรรมการบริหารสถาบันพลังจิตตานุภาพ ประเทศสหรัฐอเมริกา และประธานกรรมการบริหารจัดการหลักสูตรทั่วไป เป็นตัวแทนรับมอบใบเกียรติบัตร

ต่อมาอาจารย์ปรีดา นันต์ธนะ กรรมการบริหารหลักสูตรทั่วไป อ่านกฎระเบียบและการปฏิบัติตนขณะเป็นนักศึกษา อาจารย์ธนิก คันธโชติ กรรมการบริหารหลักสูตรทั่วไป แนะนำหลักสูตรครูสมาธิ 3 เล่ม

ก่อนเสร็จพิธี นักศึกษารุ่นที่ 43 ร่วมกันรับชมวีดีโอ 20 ปีสถาบันพลังจิตตานุภาพฯ และแยกย้ายกันกลับด้วยความสุขและความอิ่มเอมใจ