Tel.02-311-1387, 02-311-3903 Fax.02-741-3551
Facebook

พิธีปฐมนิเทศหลักสูตรอุตมสาสมาธิ รุ่นที่ 2 (พระธรรม) 08/10/2561

พิธีปฐมนิเทศหลักสูตรอุตมสาสมาธิ รุ่นที่ 2 (พระธรรม) 08/10/2561

รุ่นที่เท่าไร?

รุ่นที่ 2

สถาบันพลังจิตตานุภาพ ย่างเข้าสู่ปีที่ 21 มีหลักสูตรครูสมาธิเป็นหลัก ซึ่งก็นับเป็นรุ่น ๆ ไปได้ ณ ปัจจุบัน เป็นรุ่นที่ 43 แล้ว ไปไหนมาไหน มีคนใส่เสื้อสถาบันเดินกันก็ทักกัน เธอรุ่นไหน เรียนสาขาไหน

นี่คือการพัฒนา การเติบโตของสถาบันที่สามารถยกตัวอย่างให้ทราบ

นอกจากหลักสูตรครูสมาธิแล้ว ทางสถาบันก็ยังมีหลักสูตรอื่นๆอีก แต่ก็จะเปิดเป็นครั้งพิเศษเท่านั้น แต่ในคราวนี้ ทางสถาบันพลังจิตตานุภาพ ได้เปิดหลักสูตรต่อเนื่องเพิ่มเติมนอกจากหลักสูตรครูสมาธิ ซึ่งในทีแรกนั้นหลักสูตรอุตมสาสมาธินั้นเปิดสอนครั้งแรกเมื่อประมาณสี่ปีที่แล้ว เป็นรุ่นแรก ได้ทำการถ่ายทอดสดสอนทั่วประเทศมีคนเรียนจบหลักสูตรราวๆ 13,000 คน

ในปีนี้ พระธรรมมงคลญาณ วิ. (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพ และเจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล ผู้เขียนหลักสูตรครูสมาธิ และหลักสูตรอุตมสาสมาธิ มีความเมตตาต้องการให้นักศึกษาครูสมาธิ ที่พลาดโอกาสเรียนสมาธิในหลักสูตรต่อยอดได้มีโอกาสได้เรียน อุตมสาสมาธิ เช่นเดียวกันกับ ครูสมาธิรุ่นพี่ จึงได้อนุมัติให้มีการเปิดการเรียนการสอน อุตมสาสมาธิ รุ่นที่ 2 ชื่อรุ่นพระธรรม โดยได้เปิดปฐมนิเทศ หลักสูตรอุตมสาสมาธิ รุ่นที่ 2 ในวันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ณ อุโบสถชั้นล่าง วัดธรรมมงคล พระธรรมมงคลญาณ วิ. (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพและเจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล เมตตาเป็นประธานพิธีปฐมนิเทศหลักสูตรอุตมสาสมาธิ รุ่นที่ 2 พระธรรม ซึ่งเปิดให้มีการเรียนการสอนระหว่างวันที่ 8 ตุลาคม 2561 – 7 พฤศจิกายน 2561 มีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 12,700 คน จาก 171 สาขาทั่วประเทศ โดยมีคณะนักศึกษาเข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกันและทำการถ่ายทอดสดออนไลน์ทุกสาขาทั่วประเทศไทย

เวลา 18.00 พระอาจารย์หลวงพ่อฯ เมตตาจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย อาจารย์ธนิก คันธโชติ นำนักศึกษากล่าวบูชาพระรัตนตรัยโดยพร้อมเพรียงกัน ลำดับต่อมาพระปลัดเสริมพร ธมฺมวโร กรรมการบริหารมูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพ กล่าวรายงาน พระอาจารย์ทำนุ จิตตฺวโร นำกล่าวมอบตัวเป็นศิษย์ พระอาจารย์พีระพงษ์ พฒฺนิโก นำกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ ตามลำดับ

จากนั้นพระอาจารย์หลวงพ่อฯเมตตากล่าวสัมโมทนียกถาว่า

"สวัสดี  หลวงพ่อมานั่งอยู่ที่นี่ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังจดจำคำสั่งสอนที่ได้รับมาจากหลวงปู่กงมา จิรปุญโญ หลวงปู่มั่นภูริทัตโต เป็นเวลา 12 ปีในคำสั่งสอนต่าง ๆ เหล่านั้น ได้สั่งสอนให้หลวงพ่อพยายามที่จะหาโอกาสให้ประชาชนได้ทำสมาธิ เพื่อให้เกิดสันติสุข โดยเฉพาะหลวงพ่อได้ไต่ถามท่าน ในขณะที่หลวงพ่อได้ไปศึกษาธรรมะการปฏิบัติกับท่านว่ากระผมได้อธิษฐานว่า ถ้าใครมารักษาข้าพเจ้าให้หายจากโรคอัมพาตซึ่งขณะนั้นอายุ 13 เป็นโรคอัมพาต ถ้าพูดแล้วก็เป็นโรคอัมพาตหมดตัว ไม่ใช่เป็นซีกเดียว เคลื่อนไหวอะไรไม่ได้เป็นระยะเวลาอันยาวนาน เมื่อหลวงพ่อตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าใครมารักษาข้าพเจ้าให้หายจากโรคอัมพาต ข้าพเจ้าจะสละชีวิตนี้ทั้งสิ้นถวายแก่พระพุทธศาสนา ทั้งนี้เพื่อที่จะนำเอาคำสั่งสอนที่หลวงพ่อหลวงปู่ทั้งหลาย สั่งสอนมาในทางที่ถูกต้อง ก็จำเผอิญเมื่อหลวงพ่อตั้งอธิษฐานนั้น ตั้งอธิษฐานอยู่ในใจคนเดียว เด็กอายุ 13 ขวบ ตั้งอธิษฐานที่จะช่วยชาวโลก มันก็เป็นของแปลกประหลาดอย่างหนึ่ง เมื่ออธิษฐานว่าถ้าใครมารักษาข้าพเจ้าให้หายจากโรคอัมพาต ข้าพเจ้าจะสละชีวิตนี้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นหลวงพ่อจึงได้จำคำที่สาบานตัวเองว่า จะอุทิศชีวิตนี้ให้แก่พระพุทธศาสนา เมื่อสาบานตัวเองแล้วผลก็เกิดขึ้นจริง ๆ ไม่ได้นาน เพียงอาทิตย์เดียวเท่านั้น ก็มีตาผ้าขาว ไม่ใช่ฤาษีชีไพรอะไร เป็นตาผ้าขาวนุ่งขาวห่มขาวมาแล้วก็ต้องรี่มาที่หลวงพ่อนอนอยู่  ในขณะนั้นกระดิกตัวไม่ได้อะไรแล้ว แล้วก็เข้ามากระซิบที่หูของหลวงพ่อว่า “หนู หนู หนูอธิษฐานจะช่วยชาวโลกด้วยการสร้างสมาธิใช่ไหม” หลวงพ่อก็ตกกะใจขนลุกขนพอง ก็ตอบท่านว่าใช่ ถ้าหากว่ามีผู้ใดมารักษาข้าพเจ้าให้หายแล้ว ข้าพเจ้าจะอุทิศชีวิตนี้ทั้งสิ้น เรียกว่าขอถวายเลย ท่านก็ดีใจ แล้วท่านก็บอกกับหลวงพ่อว่า ลองว่าให้ลุงฟังหน่อยสิว่าอธิษฐานว่ายังไง หลวงพ่อก็บอกว่า “ข้าพเจ้าถ้ามีผู้ใดมารักษาข้าพเจ้าให้หายจากโรคอัมพาตในครั้งนี้แล้ว ข้าพเจ้าจะอุทิศชีวิตนี้ให้แก่พระพุทธศาสนาเพื่อสอนชาวโลกให้รู้จักหนทางพ้นทุกข์” ท่านก็บอกว่า “เอ้อ ถูกต้อง ดีมาก” แล้วก็ให้หลวงพ่อนี่พูดทบทวนอีกสองครั้งว่าจะต้องทำตามคำพูด ลุงจะรักษาให้ ในที่สุดเมื่อท่านรับปากแล้ว ท่านก็ควักในย่าม มันก็คงมีแก้วน้ำแก้วเดียว มาถึงก็เป่าลงไปที่ตัวของหลวงพ่อเนี่ย สามที  สามที สามทีเท่านั้น บอกว่าพรุ่งนี้จะมาบิณฑบาต คอยใส่บาตรก็แล้วกัน จะไปใส่บาตรได้ยังไง ลุกก็ไม่ขึ้น ไปก็ไม่ได้ ไปไหนก็ไม่ได้จะไปใส่บาตรยังไง เราก็สงสัย พอตื่นเช้าขึ้นมาทุกอย่างมันหายหมด ไอ้เดินไม่ได้ หายไป ไอ้พูดไม่ได้ ก็หายไป ไอ้เจ็บปวดร่างกายทั้งหลายแหล่ก็หายเกลี้ยงไม่มีเหลือเลย เพราะว่าก่อนหน้านั้นมีหมอที่โยมพ่อโยมแม่เขาไปแสวงหามาไม่รู้กี่หมอ เอามาต้มยากัน กินกันไม่ไหว ก็ไม่มีโอกาสที่จะทุเลาเลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งทวีความปวดร้าวเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น แต่ที่ไหนได้ ตาผ้าขาวมาเป่าสามที นอนหลับตื่นขึ้นมาเป็นคนดังเดิม วิ่งไปวิ่งมา ตื่นเช้าตาผ้าขาวก็มาบิณฑบาตตามนัด หลวงพ่อก็บอกโยมว่าให้จัดการอาหารไปใส่บาตรให้หน่อย โยมเขาเตรียมแล้วก็มายืนอยู่ พอยืนอยู่หลวงพ่อถือขันข้าว ท่านก็ปิดบาตรเฉย ยืนเฉย หลวงพ่อบอก หลวงพ่อก็เลยบอกท่านว่าจะใส่บาตรแล้ว ขอเปิดบาตรเถอะ ท่านก็ไม่เปิดบาตรให้ เมื่อพูดไปสองครั้ง ครั้งที่สามท่านบอกว่า นี่แกจำคำสาบานได้ไหม ตาผ้าขาวทวน จำคำสาบานได้ไหม สาบานว่ายังไง สาบานว่าข้าพเจ้าจะอุทิศชีวิตนี้ถ้าใครมารักษาข้าพเจ้าให้หายจากโรคอัมพาต ข้าพเจ้าจะอุทิศชีวิตนี้ให้แก่พระพุทธศาสนาทั้งสิ้น  เออ ใส่ได้ ท่านก็เลยเปิดบาตรให้ พอเปิดบาตรให้ ท่านก็บอกว่าไปหาลุงนะ ลุงอยู่ที่วัดป่าสว่างอารมณ์ วัดที่นั่นมีวัดเดียวเรียกว่าวัดป่าสว่างอารมณ์ เป็นวัดที่พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ ไปเริ่มสร้างไว้ ลุงจะอยู่ใต้ต้นมะขาม แล้วในที่สุด เมื่อรับประทานอาหารอะไรเสร็จเรียบร้อย ตอนเช้าวิ่งปร๋อเข้าไปกราบท่านที่ต้นมะขาม เวลานี้ก็ยังให้คนรักษาไว้ ต้นมะขามนั้นยังอยู่ บอกว่า ท่านก็ทวงคําสาบาน บอกว่าสาบานลืมไหม ไม่ลืม ลืมไหม ไม่ลืม ลืมไหม ไม่ลืม ลงผลที่สุดหลวงพ่อก็ต้องทำตาม

เมื่อได้เวลาที่อินทรีย์มันแก่กล้า หลวงพ่อก็อยู่บ้านไม่ได้ ตอนนั้นก็อายุสิบสาม สิบสี่ปีนี่ก็กำลังช่วยครอบครัว ทำอะไรก็ทำไปเพื่อช่วยครอบครัว แต่ว่ากลางคืนมานี่นอนไม่ได้ มานอนอยู่บ้านนี้นอนไม่ได้ต้องมานอนที่วัด มันเป็นความร้อนชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นดลใจอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดถึงที่สุดก็อดรนทนไม่ได้ก็สละเพศบรรพชิตมาบวชเป็นสามเณรเมื่ออายุสิบห้าปี 

เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้วก็ไม่ใช่บวชเล่น ๆ บวชจริง ๆ คำที่ว่าบวชจริง ๆ ก็หมายความว่าถ้าบวชแล้วก็จะธุดงค์แสวงหาวิโมกขธรรมให้แก่ตัวเราสมดังที่เจตนาไว้ หลวงพ่อก็ถามพระอาจารย์ว่า พระอาจารย์จะไปธุดงค์ไหมปีนี้ พระอาจารย์กงมาก็บอกว่าไป ผมขออธิษฐานว่าจะติดตามหลวงพ่อ ไปป่าไหนดงไหนก็จะติดตามไปปฏิบัติเพื่อหาหนทางให้แก่ชาวโลกเขาได้พากันทำสมาธิ หลวงพ่อก็อยู่กับท่านพระอาจารย์กงมานั่นแปดปี แปดปี นี้ก็เที่ยวไปตามป่าตามดง เพื่อแสวงหาความจริงในพระพุทธศาสนาว่าความจริงนี่เกิดขึ้นได้ยังไง

ในที่สุดได้ยินแต่พระอาจารย์กงมาท่านสอนว่ามัชฌิมาปฏิปทา หนทางกลาง หนทางกลางเป็นหนทางพอดีที่จะทำให้เกิดศักยภาพภายในอย่างเต็มที่ หลวงพ่อก็ถือคำสั่งสอนของพระอาจารย์กงมา เพราะว่าพระอาจารย์กงมานั้นเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต คำสอนที่สอนออกมาจะเท่าไร ๆ ท่านก็บอกว่าท่านรับคำสอนมาจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงพ่ออยู่กับท่านแปดปีหลวงพ่อก็บอกว่า ผมมีความปรารถนาที่จะช่วยชาวโลกให้เขาอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ว่าจะด้วยกรณีใด ๆ ผมขอทำประโยชน์ข้อนี้ หลวงปู่กงมาท่านก็เมตากรุณาหลวงพ่อ บอกว่าไปก็ไปกันไปกันสององค์ลูกศิษย์กับอาจารย์ เดินธุดงค์ตั้งแต่จังหวัดจันทบุรีสมัยนั้นเป็นสมัยสงครามโลกพอดียังไม่สงบ ก็เดินจากจันทบุรีไปจังหวัดสกลนคร เพื่อที่จะได้ไปรับคำสอนอันสูงสุด อาจารย์กงมาท่านก็เสียสละให้หลวงพ่ออย่างเต็มที่ เจ้าอาวาสไม่ต้องพูดแล้ว ไม่เป็น แล้วก็ไม่ต้องลาด้วย ไปเอาบาตร เอากลดเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกหลังวัด แล้วก็ไปเดินธุดงค์ เดินตั้งแต่จังหวัดจันทบุรี เดินตั้งแต่ใส่เกือกใส่รองเท้าจนกระทั่งใส่รองเท้าไม่ได้มันหนัก เพราะว่าเราต้องอาสา เมื่อท่านอาจารย์จะพาไปพบท่านอาจารย์ใหญ่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ก็จำเป็นต้องเสียสละให้แก่เราอย่างเต็มที่ เราก็ต้องเสียสละแทน ก็ตกลง เมื่อไปอย่างนั้นแล้ว หลวงพ่อไปมอบถวายให้แก่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่มั่นท่านก็มีความเอ็นดู คืนนั้นเดินไปถึงวัดบ้านโคกนามน จังหวัดสกลนคร เดี๋ยวนี้เขาเรียกเขาเป็นอำเภอแล้ว อำเภอโคกสุพรรณ ไปไปถึงก็บ่ายสามโมง บ่ายห้าโมงกำลังปัดกวาดวัดอยู่ ท่านเห็นแล้วท่านก็โบกมือให้พระที่อยู่ที่นั่นจัดเสนาสนะให้ บอกว่าจัดสถานที่ให้วิริยังค์มันอยู่เป็นเอกเทศไม่ต้องปนกับใคร นับตั้งแต่วินาทีที่ฟังธรรมเทศนาของหลวงปู่มั่น ที่ท่านแสดงว่ามัชฌิมาปฏิปทาหนทางพอดีไม่ใช่แปลว่าหนทางกลาง แปลว่าหนทางพอดี เพราะฉะนั้นความพอดีนี่จะเป็นบทมาตรฐานให้หลวงพ่อได้ความรู้ที่แตกฉานยิ่งขึ้นด้วยการทำสมาธิอย่างเต็มที่ หลวงพ่อก็ได้พรพิเศษ หมายความว่าได้เป็นท.ส.ในคืนค่ำคืนวันนั้นเอง  พอไปถึงท่านอาจารย์มั่นภูริทัตโต ท่านก็ให้หลวงพ่อเป็นผู้ที่เป็นพระอุปัฏฐาก โดยที่ไม่มีข้อแม้ใด ๆ เที่ยงคืนแล้วท่านให้โอวาทพระไม่เคยให้นานอย่างนั้น วันที่หลวงพ่อไปพบท่าน ท่านก็เทศน์มัชฌิมาปฏิบัติ ท่านนั่งถึงเที่ยงคืน พอถึงเที่ยงคืนแล้วตามปกติเราจะต้องกลับกุฏิใครกุฏิเรา หลวงพ่อก็ไปพักอยู่ที่ก็ยังไม่ได้พักได้พักอยู่แล้ว ท่านก็ใช้ให้หลวงพ่อไปนวด หลวงพ่อก็นวดนวดไปตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงจะตีสามแล้ว ท่านก็ยังไม่บอกให้กลับ ตามธรรมดาพระกรรมฐาน  ถ้าหากว่าอาจารย์ยังไม่บอกให้กลับกุฏิก็กลับไม่ได้ ก็ต้องบีบอยู่นั่นก็เป็นท.ส. ในที่สุดพอเกือบจะสว่างแล้ว หลวงพ่อก็คิดถึงว่า พระนี่ต้องมีจีวร สบงจีวร เรียกว่าครบผ้าไตร ผ้าไตรเราอยู่ที่กุฏิ ตัวเราอยู่ที่พระอาจารย์มั่นจะขาดผ้าไตรก็เป็นอาบัติ ท่านก็เลยบอกว่า เอ้า ไปได้ ก็หมายความว่าแจ้ง คืนนั้นทั้งคืน

แล้วก็เวลาที่หลวงพ่ออยู่กับหลวงปู่มั่นน่ะ หลวงพ่อจะถามหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสมาธิตื้น ไม่ว่าเป็นสมาธิลึก ไม่ว่าจุดประสงค์ของการทำสมาธิ แล้วคุณค่าของพลังจิต หลวงพ่อก็ถามหมด หลวงปู่มั่นท่านบอกว่า “เอ้ย วิริยังค์ แกมันถามมากไป” บอกว่ายังไม่หมด บอกว่าเวลาที่จะไปสอนให้ชาวโลกเขาทำสมาธินี่จะไปสอนยังไงถึงจะให้เขามีศรัทธาได้ ก็เลยมาคิดได้ว่าเมื่อสร้างวัดธรรมมงคลคือที่เรานั่งอยู่ที่เนี่ย ก็คิดได้ถึงตำราที่พระอาจารย์สอนมาว่าที่จด จด ๆ เอาไว้ เตรียมเอาไว้ ก็ได้ทำเป็นแบบฉบับเรียกว่าครูสมาธิ เราตั้งใจว่า ถ้าหากว่าเราสอนคนให้เป็นครูสอนสมาธิได้ จะดีกว่าสอนเฉพาะตัว สอนเฉพาะตัวก็ได้คนต่อคน แต่ถ้าสอนคนให้เป็นครูสมาธิได้ก็จะสามารถขยายสมาธิได้ไกลขึ้น ก็จึงได้ตั้งโปรแกรมเป็นสถาบันพลังจิตตานุภาพขึ้น เพื่อที่จะให้พวกท่านทั้งหลายได้มาปฏิบัติกันในทางที่ถูกต้อง คำว่าถูกต้องนั้นน่ะคือหนทางกลาง หรือเรียกว่าสัมมาทิฐิ เมื่อพระพุทธเจ้าจะประกาศพระพุทธศาสนา พระองค์ก็แสดงว่า ถ้ามรรคแปดยังมีอยู่ในโลกนี้ตราบใด พระอรหันต์จะไม่ว่างจากโลก นี่ท่านก็พูดไว้อย่างนี้ พระอาจารย์มั่น เพราะฉะนั้นหลวงพ่อจึงยึดมั่นอยู่ในเรื่องของสมาธิ ให้คนสามารถที่จะเรียนสมาธิแล้วสอนกันเอง แล้วก็สามารถที่จะเรียนได้อย่างง่ายดาย แล้วในที่สุดผลก็ปรากฏว่า มีผู้คนมาร่ำเรียนสมาธิได้อย่างกว้างขวาง เป็นเหตุให้เกิดอุตมสาสมาธิที่จัดทำปฐมนิเทศในวันนี้ ก็ด้วยเหตุที่ว่าจะต้องทำให้เป็นการพอดี พอเหมาะ เพราะว่าจิตคนเรานี้เมื่อพยายามไปแล้ว ความเจริญงอกงามของจิตมันก็จะไม่อยู่ที่ มันก็จะเจริญต่อไป สมาธิที่เราทำอยู่เวลานี้ก็เช่นเดียวกัน ทำมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งสูงขึ้น การที่จะทำให้สูงขึ้นนั้นมันก็อยู่ที่ตัวเราเอง อย่างขณิกสมาธิ ต่ำสุด แล้วก็อุปจารสมาธิ สูงขึ้น อัปปนาสมาธิ สูงขึ้นมากขึ้น อย่างที่ท่านทั้งหลายได้เรียนกันอยู่ทุกวันนี้ ก็ถูกต้องแล้วที่หลวงพ่อได้จดจำเป็นแบบฉบับตำรับตำราเพื่อที่จะนำเอามาให้อนุชนชั้นพวกเราได้พากันเห็นหนทางที่จะเดินต่อไป

อุตมสาสมาธิ อุตมะ เป็นว่าอุดมสมบูรณ์ เมื่อใครได้มาศึกษาร่ำเรียนแล้ว สมถะจะเป็นฐานที่ตั้งของจิตได้อย่างเต็มที่ เพราะว่าหลวงพ่อมาคำนึงถึงว่า การที่เราจะทำจิตให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไปได้ ฐานต้องมั่นคง ถ้าฐานไม่มั่นคงแล้ว เหมือนกับเข็มที่ตอกลงไปใต้ดิน มันทำให้ตึกเป็นร้อยชั้นอยู่ได้ แต่ถ้าหากว่าเข็มคือที่เอามาตอกมันไม่พอ เข็มอ่อนแอ ยกไม่กี่ชั้นก็พังแล้ว เพราะฉะนั้นจากสมาธิธรรมดาก็มาถึงสมาธิอุตมสา แล้วก็ยังมีสมาธิก้าวหน้าต่อไปได้อีกเยอะมากทีเดียว ก็ดีแล้วที่ท่านทั้งหลายได้เห็นความดีความงามของสมาธิ นอกจากจะเกิดกับตัวเราเองแล้ว เราก็สอนคนอื่นให้เขาได้พบได้เห็นด้วย ก็ไม่มีอะไรนอกจากว่าเราจะพยายามทำจิตของเราให้สูงขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าไปฟังเฉย ๆ ให้ใคร่ครวญดูว่าข้อเขียนต่าง ๆ ที่เขียนไปในอุตมสาสมาธิ ล้วนแล้วแต่อุดมไปด้วยความมั่นคง ความเข้มแข็ง ความแก่กล้าของพลังจิต แต่ก่อนเราไม่เคยรู้หรอกว่าทำสมาธิเพื่ออะไร เดี๋ยวนี้ทุกคนรู้หมดแล้วว่าทำสมาธิเพื่อเพิ่มพูนพลังจิต นี่ก็เกิดขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้น หลวงพ่อต้องการอยากจะให้ทุกคนปฏิบัติแล้วกำหนดจดจำเพื่อที่จะเป็นแนวทางส่งเสริมให้จิตของพวกเรานี้อย่างต่ำอย่างสูงเกิดขึ้นในตัวเราคนเดียว ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสมกับที่หลวงพ่อเดินด้วยเท้าเปล่าจากจังหวัดจันทบุรีถึงจังหวัดสกลนคร หนทางเป็นพันไมล์ ได้ธรรมะมาก็เอามาเป็นตำรับตำราก็ได้เกิดผลได้เกิดประโยชน์อย่างดียิ่งแล้ว

เพราะฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายจงพากันรักษาความดีนี้ไว้ เพราะว่าของดีนี่เมื่อเรารู้จักรักษาแล้ว เราก็จะสอนต่อไปได้อีกหลายชั่วคน เพราะฉะนั้นในการที่มาปฐมนิเทศในครั้งนี้เพื่อบอกให้ท่านทั้งหลายทราบว่ากว่ามันจะมาเป็นธรรมะที่ให้เราปฏิบัติอยู่เดี๋ยวนี้ต้องใช้ความพากเพียรอย่างยิ่ง ต่อสู้ผจญภัยจนกระทั่งได้สำเร็จมรรคผลประโยชน์ขึ้นมาได้อย่างเต็มที่ เท่าที่เราพากันปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้

ในที่สุดท้ายนี้ก็ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนาดลบันดาลให้จิตใจของท่านทั้งหลายมีความเข้มแข็ง สามารถที่จะรักษาความดีนี้ไว้ได้เหมือนเกลือรักษาความเค็มไว้ฉันนั้น ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ท่านทั้งหลาย สวัสดี"

ก่อนจบพิธีนักศึกษาร่วมกันร้องเพลงอรุณทอแสงและเพลง Shining Sun เป็นอันจบพิธี