Tel.02-311-1387, 02-311-3903 Fax.02-741-3551
Facebook

พระธรรมมงคลญาณ วิ. (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) เมตตาเป็นประธานในพิธีปัจฉิมนิเทศ หลักสูตรอุตมสาสมาธิ รุ่นที่ 2 พระธรรม 7/11/2561

พระธรรมมงคลญาณ วิ. (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) เมตตาเป็นประธานในพิธีปัจฉิมนิเทศ หลักสูตรอุตมสาสมาธิ รุ่นที่ 2 พระธรรม 7/11/2561

พระธรรมมงคลญาณ วิ. (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) เมตตาเป็นประธานในพิธีปัจฉิมนิเทศ หลักสูตรอุตมสาสมาธิ รุ่นที่ 2 (พระธรรม) 7/11/2561

 วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เวลาประมาณ 18.00 น. พระธรรมมงคลญาณ วิ. หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร และประธานมูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพ เดินทางมายัง ชั้น 1 อุโบสถ วัดธรรมมงคล เพื่อเป็นประธานในพิธีปัจฉิมนิเทศหลักสูตรอุตมสาสมาธิ รุ่นที่ 2 (พระธรรม) และเมตตานำสวดบูชาพระรัตนตรัย 

โดยมี พระอาจารย์พงษ์ศักดิ์ ญาณวงฺโส นำกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณของนักศึกษาครูสมาธิ พระอาจารย์เสริมพร ธมฺมวโร กรรมการมูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพ กล่าวถวายรายงาน และพระอาจารย์ภควันต์ ธมฺมปยุตโต นำกล่าวขอขมาพระรัตนตรัย โดยให้ นศ. กล่าวตาม เสร็จแล้วให้นำพานธูปเทียนแพ ถวายแด่พระรัตนตรัยที่โต๊ะหมู่บูชา แล้วกล่าวพร้อมกันว่า “สาธุ” ต่อมา พระอาจารย์ศรัณ  สารธมฺโม นำกล่าวขอขมาพระอาจารย์หลวงพ่อ โดยให้ นศ.กล่าวตาม เสร็จแล้วให้นำพานธูปเทียนแพ ถวายพระอาจารย์หลวงพ่อฯ แล้วกล่าวพร้อมกันว่า “สาธุ”

 ลำดับต่อมา อาจารย์ธนิก คันธโชติ นำกล่าว ขอขมาเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรม และให้ยกมือไหว้ขอขมาซึ่งกันและกัน หลังจากนั้น ตัวแทนนักศึกษา ถวายผ้าป่าอาจาริยบูชาแด่พระอาจารย์หลวงพ่อฯ

 จากนั้นพระอาจารย์หลวงพ่อฯ ได้เมตตากล่าวสัมโมนียกถาใจความโดยย่อว่า

"สวัสดี ท่านทั้งหลายได้พากันศึกษาเรื่องของสมาธิ จนกระทั่งไต่เต้ามาถึงอุตมสาสมาธิ ก็ถือว่าทุกคนมีพื้นฐาน พื้นฐานนี้สำคัญ การสร้างบ้านสร้างเรือนต่างๆ ตลอดจนกระทั่งอาคารที่ใหญ่โตก็จำเป็นต้องมีเสาเข็ม ถ้าไม่มีเสาเข็มก็ไม่มีที่มั่น ยกสูงใหญ่เท่าไหร่ก็พังหมด เพราะฉะนั้นในการที่ศึกษามา จนกระทั่งถึงอุตมสาสมาธินี้ คือการต่อยอด การต่อยอดสมาธิไม่มีที่สิ้นสุด ยังมีที่สิ้นสุดคือพระนิพพาน แต่ว่าการที่ท่านทั้งหลายต่างคนก็ต่างมีธุรกิจที่ต้องทำ ไม่ใช่ว่าจะมานั่งสมาธิเพียงอย่างเดียว ในแต่ละวันๆ ที่ล่วงไปนั้น เราก็ต้องมีอาชีพที่จะต้องมีความเป็นอยู่ เพราะฉะนั้นอาชีพเหล่านี้เราจึงเรียกว่าธุรกิจ ธุรกิจนี้มันจะต้องมีทุกคนทุกครอบครัวจะต้องมี แต่มีคนที่จะต้องมีสมาธินี่ เข้ามาอยู่ในเรื่องของความเป็นอยู่ทั้งหลาย จะทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม ถ้าหากว่ามีสมาธิร่วมอยู่แล้ว ความผิดพลาดก็มีน้อย แต่ถ้าหากว่าทำโดยที่ไม่มีสมาธิ การงานต่างๆ มันก็ผิดพลาดไปเยอะ แต่เมื่อยังไม่ทันรู้จัก ไม่รู้ว่าการทำสมาธิจะทำยังไง เราก็มีโรงเรียนสมาธิให้ท่านทั้งหลาย พากันศึกษา เพราะว่าเมื่อสมาธิมีแล้วสติก็เกิดขึ้น พอสติเกิดขึ้นแล้วก็มีปัญญา พอขาดสมาธิปั๊ป สติก็เริ่มฝ่อ พอสติเริ่มฝ่อ ปัญญาก็หาย แหวนวงหนึ่งราคาเป็นล้าน แต่เราเดินทางไปกลางทาง เข้าห้องน้ำ เวลาออกมาลืมเสีย มาแต่ตัวเปล่า มาถึงบ้านอ้าว แหวนราคาตั้งล้านอยู่ในส้วม ไปเอามันหายสะแล้ว เพราะว่าขาดสติ พอขาดสติแล้วมันจะลืม เพราะฉะนั้น ในอุตมสาสมาธิ จึงแสดงให้เห็นว่า เรายังมีสมาธิที่เรียกว่าขั้นพื้นฐานไว้สำหรับปฏิบัติ เพราะการปฏิบัตินั้นไม่ใช่จะทำก้าวพรวดๆ อย่างรวดเร็ว แต่จะต้องค่อยเป็นค่อยไป อาจจะทำร้อยชาติ พันชาติ อาจจะทำหลายร้อยหลายพันชาติ แต่สมาธินี้ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ เมื่อบุคคลผู้ใดได้เริ่มทำสมาธิแล้ว ก็จะรู้จักว่าจิตรวมมันเป็นยังไง เมื่อจิตรวมแล้ว มันก็ไม่นึกคิดไปไหน มันก็อยู่ที่พุทโธ ก็เรียกว่าจิตเป็นหนึ่ง เมื่อจิตเป็นหนึ่งแล้วมันก็กลายเป็นสมาธิ เมื่อกลายเป็นสมาธิแล้ว สมาธิก็กลายสถานที่สำหรับผลิตพลังจิต เวลานี้ เราขาดพลังคือพลังจิต เราจึงต้องทำสมาธิ แล้วการทำสมาธิเพื่อจะผลิตพลังจิต ก็เป็นสมาธิที่ง่ายๆ ไม่ใช่ว่าเป็นอุตมสาสมาธิ แล้วจะโด่งขึ้นไปอย่างนี้มันไม่ใช่ แต่ว่าทำให้เกิดความมั่งคง เหมือนกันกับเรามีความชำนาญในการเรียน เราชำนาญในการเรียนทางวิศวกร ก็จำในเรื่องวิศวกรไป ถ้าเรียนไปในทางที่เกษตรกร ก็เรียนไป แต่ว่าสมาธิก็ยังยืนตัวอยู่อย่างเดิม เพราะว่าสมาธิมันจะเกิดขึ้นได้ทุกขณะ เราจะไปคอยเวลานั้นเวลานี้ มันก็เสียเวลาไป แต่เราก็เอาเวลาเหล่านั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์เสีย เราก็ได้อุตมสาสมาธิ ชื่อก็เพราะดีด้วย แล้วก็สำหรับคนที่ไม่รู้อะไร มาเรียนอุตมสาสมาธิมันก็ทำให้เกิดความรู้เพิ่มขึ้น ไม่มีเท่านั้น ยังมีอีกแยะ ที่หลวงพ่อจะต้องออกเป็นหนังสือ เพื่อที่จะให้ญาติโยมทั้งหลายหรือนักศึกษาครูสมาธิทั้งหลาย ได้พัฒนาตัวเราเองให้สูงขึ้น เพราะการทำสมาธินี้จะไม่อยู่นิ่ง จะต้องมีพลังภายในที่จะผลักดันหรือสนับสนุน ให้เกิดความเป็นหนึ่ง ให้เกิดฌาน เกิดญาณ เกิดสารพัดที่จะเกิด บางองค์ก็ทำสมาธิได้ลึก บางองค์ก็ทำสมาธิระลึกชาติได้ บางท่านก็อาจจะได้มากไปกว่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ชีวิตของเราก็ไม่ได้ว่างเปล่า กลายเป็นชีวิตที่มีค่าอย่างยิ่ง การที่เราได้ศึกษาไปแต่ละวัน แต่ละวันนั้นอย่าไปคิดว่า ศึกษาแล้วทิ้งไปเลย ความจริงสมาธิมันมีอยู่ในจิตใจแล้ว แม้ว่าจะไปเกิดไปชาติใดๆ สมาธิก็จะติดตนตามตัวเราไป ไปพัฒนาตัวเราให้แก่กล้าเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดลง ถ้าเรายังไม่เห็นทาง ไม่รู้ว่าเขาทำสมาธิเขาทำกันยังไง เราก็มีครูบาอาจารย์ มีสถานที่ให้ศึกษาเล่าเรียน จนกระทั่งได้มีความรู้ ความรู้เหล่านี้ไม่ใช่ไปหาได้ง่ายๆ แต่ก็ง่ายสำหรับผู้ที่ต้องการจะทำ เพราะฉะนั้น การทำสมาธิจึงไม่ใช่ของเล่น เป็นของจริง เมื่อจริงแล้วมันก็ติดอยู่ในใจของเรา คนเราตายจริง แต่ร่างกายตาย ใจไม่ได้ตาย เพราะฉะนั้นเมื่อเราทำสมาธิ เราเอาใจทำ เมื่อเราเอาใจทำ พลังใจมันก็เกิดขึ้น เพราะว่าเมื่อจิตมันรวม พอรวมเป็นหนึ่งจิตก็เป็นสมาธิ เป็นสมาธิแล้วก็ผลิตพลังจิต เมื่อผลิตพลังจิตแล้วก็เติมเรื่อย ใครได้มาสองก็เป็นสี่ ใครได้มาสี่ก็เป็นแปด ใครได้มาร้อยก็เป็นพัน มันจะเป็นอย่างนั้นไปจนกว่าจะถึงที่สุด เมื่อถึงที่สุดเมื่อไหร่ก็เรียกว่าบรรลุ เรียกว่าบรรลุก็เป็นพระอริยะ เป็นเรียกว่าอริยะที่เรียกว่าบรรลุธรรม เพราะฉะนั้นพวกเราก็อยู่ในจำนวนนั้น ก็จงอย่าพากันลืม ในการที่การทำสมาธิทำยังไง บางครั้งมันก็ดี บางครั้งมันก็ไม่ดี มันเป็นธรรมชาติธรรมดา แต่ทั้งดีและไม่ดี ก็ได้ผลเหมือนกัน เช่นอย่างเรารับประทานอาหารอย่างนี้ บางมื้อก็อร่อย บางมื้อก็ไม่ค่อยอร่อย บางมื้อถูกปาก บางมื้อก็ไม่ถูกปาก แต่ว่าเมื่อมันเข้าไปในท้องเราแล้ว มันก็กลายเป็นวิตามัน โปรตีนเท่าๆ กัน ฉันใดก็ดี ที่เรามีความพากเพียรพยายาม ที่จะกระทำต่อไปนั้น ก็ขอให้ตั้งใจ พากเพียรพยายาม นอกจากตัวเราจะเพียรพยายามแล้ว เราก็ยังบอกเพื่อนฝูง ญาติมิตร ให้ทำด้วย ในที่สุดเราก็ได้สมาชิกใหญ่โตขึ้น กว้างขวางยิ่งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะทำความสุขให้แก่สังคมโลก ให้มีความสุขพิเศษ เพราะอะไร เพราะว่าเมื่อเวลาทำจิต จิตจะรวม จิตจะสงบ เพราะเมื่อทำลงไปแล้ว อารมณ์มันมีเยอะ เรากำจัดอารมณ์ไปได้แล้วเราจะเกิดความซาบซึ้ง เกิดความเอิบอิ่ม เกิดความประทับใจ สิ่งเหล่านี้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมให้เรา เป็นบุคคลดี แต่ก่อนเคยกินเหล้าเมายา พอทำสมาธิเห็นเข้าจริงๆ เข้า เลิกกินเหล้าเมายาไป ทำให้เป็นประโยชน์แก่ตนและบุคคลผู้อื่น อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในโอกาสที่ได้มาพบท่านทั้งหลายในวันนี้ ไม่ใช่เสียงแห้งๆ เสียงยังชัดเจนอยู่ เพราะฉะนั้นเมื่อเสียงชัดเจน ก็เอาเสียงชัดเจนนี้เข้าไปไว้ในใจ มันก็กลายเป็นพลังจิต เพราะฉะนั้น เรามีหน้าที่แสวงหาพลังจิต เป็นโรงเรียนทั่วประเทศไทย ในเวลานี้ก็เป็นโรงเรียนที่ผลิตพลังจิต พวกเราได้ผลิตพลังจิตร่วมกัน ก็เลยสามัคคีกันใหญ่ ก็บังเกิดขึ้นซึ่งคณะใหญ่ และบังเกิดขึ้นซึ่งคณะที่ได้รับรสสมาธิด้วยกัน เพราะสมาธิมีสามรส ความซาบซึ้ง ความเอิบอิ่ม ความประทับใจ นี่มันจะเกิดขึ้นในใจ เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว บางคนถึงน้ำตาไหล เพราะอะไร เพราะว่าได้พบของดี หลวงพ่อไปสอนฝรั่งที่ประเทศแคนาดา ก็เช่นเดียวกัน พอเขาทำสมาธิ เรียนสมาธิ แล้วเขาก็ทำสมาธิจริงๆ ขึ้น แล้วก็เกิดความประทับใจ เกิดความเอิบอิ่ม ความซาบซึ้ง ฝรั่งน้ำตาไหล บอกว่า แหมเอามาให้เขาช้าไปหน่อย แต่ยังไงก็ตาม เขาก็ถือว่าหลวงพ่อเอาของดีไปให้เขา เขารู้ เป็นเงิน เป็นทอง เป็นข้าวเป็นของ เป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่เป็นความประทับใจ ความเอิบอิ่ม ความซาบซึ้งนี้ มันเป็นอีกระดับหนึ่ง ที่มันจะเกิดขึ้นมาเอง ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ท่านทั้งหลาย สวัสดี"

ก่อนพระอาจารย์หลวงพ่อฯ เดินทางกลับ นักศึกษาทุกท่านร่วมกันร้องเพลงอรุณทอแสงและเพลง Shinning Sun อย่างพร้อมเพรียงกันเพื่อแสดงความสามัคคี

 เวลาประมาณ 19.00น. นักศึกษาเริ่มดำเนินการสอบทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เป็นอันจบพิธี