Tel.02-311-1387, 02-311-3903 Fax.02-741-3551
Facebook

พิธีปฐมนิเทศและปฏิญาณตน นักศึกษาครูสมาธิ รุ่นที่ 44 จตุจัตตาฬีสโม วุฒิญาณ (ความเจริญแห่งความรู้) 03/02/62

พิธีปฐมนิเทศและปฏิญาณตน นักศึกษาครูสมาธิ รุ่นที่ 44 จตุจัตตาฬีสโม วุฒิญาณ (ความเจริญแห่งความรู้) 03/02/62

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 พระธรรมมงคลญาณ วิ. (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล ประธานผู้ก่อตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพฯ เมตตาเป็นประธานพิธีปฐมนิเทศนักศึกษาครูสมาธิ รุ่นที่ 44 จตุจัตตาฬีสโม วุฒิญาณ (ความเจริญแห่งความรู้) ณ อุโบสถ ชั้น 1 วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร สุขุมวิท 101

เวลา 8.30 น. นักศึกษาครูสมาธิ รุ่นที่ 44 ร่วมกันชมวีดีทัศน์ประวัติพระธรรมมงคลญาณ วิ. (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

เวลา 9.00 น. พระธรรมมงคลญาณ วิ. (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ประธานในพิธีเดินทางมาถึงและได้เมตตาจุดธูปเทียนและนำสวดบูชาพระรัตนตรัย ต่อมา พระปลัดเสริมพร ธมฺมวโร กล่าวรายงานเกี่ยวกับหลักสูตรครูสมาธิ จากนั้นพระอาจารย์พงศ์ศักดิ์ ญาณวฺงโส นำกล่าวคำปฏิญาณตนมอบตัวเป็นศิษย์ และพระพีระพงษ์ พฒฺนิโก นำกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ 5 ข้อ โดยมีนักศึกษาครูสมาธิ รุ่นที่ 44 กล่าวตามโดยพร้อมเพรียงกัน

หลังจากนั้น ดร. ศิริธัช โรจนพฤกษ์ กรรมการคุณวัฒน์และเลขาธิการมูลนิธิสถาบันพลังจิตตานุภาพฯ และอ.นิภาพร บัวทอง กรรมการมูลนิธิฯ กรรมการบริหารสถาบันพลังจิตตานุภาพ ประเทศสหรัฐอเมริกา และประธานกรรมการบริหารจัดการหลักสูตรทั่วไป ขึ้นกล่าวต้อนรับนักศึกษาครูสมาธิ ต่อมาตัวแทนนักศึกษาครูสมาธิรุ่น 43 จึงได้ขึ้นกล่าวแสดงความรู้สึกจากการเรียนครูสมาธิให้แก่นักศึกษาใหม่

ลำดับต่อมา พระเดชพระคุณพระธรรมมงคลญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) เมตตาให้โอวาทแก่นักศึกษาใหม่ มีใจความ ดังต่อไปนี้

“สวัสดี (สาธุ) ได้ฟังมา นั่งฟังมาตั้งแต่เช้ามานี่ เรียกว่าได้ความรู้ นึกว่านักศึกษาเราจะศึกษามาไม่ถึงนี่ แท้ที่จริงเกินกว่าที่หลวงพ่อตั้งเป้าเอาไว้ ตั้งเป้าเอาไว้ประมาณ 30 พอมาได้ฟังพวกคณะแสดงออกมาแล้ว โห มันได้ถึง 70 แสดงว่ามันเกิดปัญญา สมจริงดังที่หลวงพ่อได้พูดไว้แล้วว่า สมาธิเป็นเหตุให้เกิดสติ สติเป็นเหตุให้เกิดปัญญา ใครเขาว่าสมาธิไม่ใช่สติ ถ้าไม่มีสมาธิแล้วสติมันมีไม่ได้ ถ้ามีสมาธิแล้วปัญญาก็เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นที่เราได้พากันมาศึกษาวิชาความรู้ของสมาธิ จะถือว่าตัวเราเองนี่ ถึงแม้ว่าเราจะต่ำต้อยในการที่จะทำการศึกษาทางด้านจิตวิทยาอะไรมาต่างๆ แต่พอมาศึกษาแล้วถึงจะรู้ว่า โอ เรานี่ก้าวไกลแล้ว แต่ก่อนเราศึกษา เราคิดว่าศึกษาสมาธินี่ คงจะได้สัก 10 – 20 เปอร์เซ็นต์ แต่แท้ที่จริงได้ถึงพันเปอร์เซ็นต์ มันน่าอัศจรรย์

 

นี่ไม่ใช่ว่าจะอัศจรรย์แต่คนไทยนะ ยังอัศจรรย์ไปถึงต่างประเทศอีก เมื่อที่เวลาที่จะทำปฐมนิเทศ ที่หลวงพ่อไปอยู่ที่ประเทศแคนาดา หลวงพ่อก็ให้เขาพูดเป็นภาษาอังกฤษ เราก็ฟังเอา ออกบ้าง ไม่ออกบ้าง เขาพูดออกมามันก็น่าอัศจรรย์ เขาบอกว่า หลวงพ่อเอามาช้าไปหน่อย ช้ายังไง แหม มันน่าจะได้มากกว่านี่ หลวงพ่อก็เลยบอกว่า เอาเลย เอาตั้งแต่นี้ไปถ้ามันดีอย่างนี้แล้วก็ใช้ได้ เพราะว่าการที่สร้างหลักสูตรสมาธินี่ ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายนัก เป็นสิ่งที่จะต้องใช้ความละเอียดเยอะ ที่ว่าใช้ความละเอียดนี่เพราะจิตของคนเรานี่มันเรียกว่า อ่อนก็อ่อนที่สุด แข็งก็แข็งที่สุด แต่ว่าเราก็ทำขึ้นมาได้ เมื่อทำขึ้นมาได้แล้ว ตามธรรมดานี่ เมื่อเราได้ของดีแล้วเราก็อยากจะให้คนอื่นเขาได้ของดีอย่างเราด้วย เรื่องเป็นอย่างนั้น ก็สมจริง เมื่อเราได้สมาธิแล้วเราก็อยากให้คนอื่นเขาได้อย่างที่เราได้นี้ มันสุขสบายมาก มีอะไรเกิดขึ้น ก็คือ 1 ความซาบซึ้ง แล้วก็ความเอิบอิ่ม ความประทับใจ ความเมตตา เกิดขึ้นพร้อมกันหมด แต่ก่อนนั้นจะเป็นคนที่เหี้ยมโหด แต่พอสมาธิเข้าไปถึงใจแล้ว กลายเป็นคนอ่อนโยน กลายเป็นคนที่มีสติ กลายเป็นคนที่น่าเคารพน่านับถืออย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ง่ายเกินไป แต่ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ยากเกินไป

ท่านทั้งหลายลองคิดดูก็แล้วกันว่า เรารับประทานอาหารน่ะ มันไม่ง่ายนักน่ะ มันก็ไม่ยากนัก แต่มันก็ไม่ง่ายนัก หลวงพ่อสังเกตดู เพื่อนๆ กันตั้งแต่เป็นสามเณร เขากินข้าวเหนียว พอมากินข้าวเจ้าเขากินไม่เป็น เพราะว่าข้าวเจ้ามันปั้นไม่ติดกัน ข้าวเหนียวปั้นติดกัน แต่พอมากินข้าว ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า เหมือนกัน เพราะว่าการรับประทานอาหารนี่ ก็เพื่อจะยังชีวิตของเรานี่ให้มีอยู่ แล้วก็ทำได้ ความบังคับรอบด้านมันบังคับเราอยู่ ความหิวมันบังคับเต็มที่เลย เป็นอย่างงั้น

เวลานี้เรามาทำความหิวให้หายไป คือความหิวที่หลวงพ่อพูดนี้ เป็นความหิวที่เรียกว่าเป็นสุขชนิดหนึ่ง ความสุขชนิดนี้มันจะต้องทำให้เกิดขึ้นเอง มันถึงเกิดมีค่า แท้ที่จริงไม่ใช่ว่าลึกซึ้งอะไรมากนัก แต่ว่ามันมีค่าเหลือหลาย ลองคิดดูก็แล้วกันว่าถ้าเราไม่มีอาหารรับประทานนี่ มันจะทุกข์ร้อนแค่ไหน เรียกว่าทุกข์ร้อนยิ่งกว่าทุกข์ร้อนอะไรอีก แต่ว่าพอมีอาหาร เราได้รับประทานอาหารทุกวันๆ โห สบายมาก อร่อยด้วย ได้ฉันต้มยำก็ยังดี อร่อยด้วย อย่างนี้ หรือว่าแกงเลียง อย่างนี้ หรือว่า ผัดเผ็ดอะไรก็สุดแล้วแต่เขาจะปรุงขึ้นมา เราก็รับประทาน หลวงพ่อก็มีหน้าที่ปรุงอาหาร พยายามที่จะหาเมนูที่มันอร่อยที่สุด ก็ให้คณะพวกเรานักเรียนทั้งหลาย ใครได้รับประทานเข้าไปแล้วก็จะติดอกติดใจ วันหลังมาอีก ถ้าหากว่าเราไม่มีอาหาร หรือว่ามีอาหารแต่ก็ไม่ถูกปาก มันก็ยังไง ก็สู้มีอาหารที่ดีไม่ได้ เมื่อมีอาหารที่ดีแล้ว นอกจากจะให้ความสุขแล้วยังจะให้ความอิ่ม ให้ความอิ่มก็ยังให้ความเอร็ดอร่อย อะไรอย่างนี้ เรามาทำสมาธิกันนี่ โอย ยิ่งกว่าอาหาร

หลวงพ่อมาคิดว่า เมื่ออายุ 12 ขวบ ไปได้สมาธิครั้งแรก โอ้โห มันดีเสียจริงๆ นะ มันดียิ่ง จึงคิดว่าความดีอันนี้มันไม่น่าจะมีเราคนเดียว ชาวโลกเขาควรจะได้กับเราบ้าง เราไปกินคนเดียวมันก็ไม่ดี อร่อยคนเดียว คนอื่นหิวเกือบตายอย่างนี้ ก็ใช้ไม่ได้ ก็อิ่มอร่อยด้วยกัน เหมือนกันกับธรรมะที่เราพากันมาปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้ ฝรั่งมันบอกว่า แหมมันน่าจะมาเมื่อร้อยปีก่อน มันไม่เคยเห็น มันไม่เคยมีใครให้ความสุขอย่างนี้ ตั้งแต่มันเกิดมา 70 60 50 มาเรียนสมาธิกัน มันบอกว่าไม่เคยพบเคยเห็น ความสุขอะไร ความซาบซึ้ง ความเอิบอิ่ม ความประทับใจ มันเกิดขึ้นมา อู๊ย สุดแสนที่จะพรรณนา หลวงพ่อก็ดีใจด้วย เพราะว่าสมกับความตั้งใจที่ว่า เราได้กินแล้ว ก็ให้คนอื่นเขาได้กินด้วย อย่างนี้ก็สมใจแล้ว จริงๆ นะ เราไปกินคนเดียว อร่อยคนเดียวนี่ไม่ได้ แบบเดียวกับ ตำส้ม ไม่ต้องเอามากหรอก เราเห็นตำส้มมะละกออย่างเดียวเท่านี้ เขาว่าอร่อย เราก็อร่อย กินก็ต่างคนก็ต่างอร่อย ต่างคนก็ต่างมีชีวิต ต่างคนก็ต่างซาบซึ้ง แล้วยังไปบอกเพื่อนอีกว่า โอ้ ร้านนั้นมันทำอร่อยมาก ชวนกันไปกิน อย่างนี้ เขาเรียกว่าเป็นโภชนาการชนิดหนึ่ง เป็นสิ่งที่ยังชีวิตของเราให้เกิดขึ้น

หลวงพ่อก็ดีใจ ที่ได้ไปปฏิบัติหลวงปู่มั่นอยู่ 4 ปี สมัยนั้นอายุ 22 - 23 - 24 - 25 อะไร อยู่กับหลวงปู่มั่น หลวงพ่อเป็นนักถาม ทำยังไงก็ถาม จะถามเรื่อยไป หลวงปู่มั่นก็บอกว่าอย่างนี้มันก็เป็นตำราได้แล้วสิ หลวงพ่อก็บอกท่านว่า ผมก็อยากจะเป็นตำรา อยากเป็นตำรา เขียนมา ตรงไหนผิดเราจะได้แก้ไขให้ ก็เลยทำให้เป็นประโยชน์ ได้เกิดประโยชน์อย่างยิ่ง เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่เสียหาย ที่เราได้มีนักปราชญ์ที่ฉลาดที่สุดในยุค อย่างหลวงปู่มั่นนี่ท่านถือว่าเป็นนักปราชญ์ที่ฉลาดที่สุดในยุค สามารถที่จะทำของยากให้เป็นของง่าย สามารถที่จะตั้งเป็นบทร่ำบทเรียนได้ จะว่าท่านทันสมัยก็ทันสมัย จะว่าล้าสมัยก็ไม่ล้า อย่างนี้ก็ทำให้เราก็เจอของดีกันมาแต่ในระยะเรามีชีวิตอยู่นี่ เราก็ได้เจอของดีมา

ลองคิดทำ คิดตั้งแต่ทีแรก ตั้งสถาบันขึ้นที่วัดธรรมมงคลนี่ วัดธรรมมงคลที่เรานั่งอยู่นี่ อุตส่าห์ไปโทรศัพท์เรียกเขามาทำสมาธิ แหม บอกว่าโยมเอ๊ย สมาธินี่มันดีจริงๆ นะ อุตส่าห์โทรไปชวน โทรชวนทีนึงก็ไม่มา 2 ทีก็ไม่มา 3 ทีมาแฮะ เอ้อ มาแล้วก็ยังแถมติดใจอีก ว่าหลวงพ่อสอนให้เยอะๆ ก็โยมน่ะสิ ต้องช่วยสอนเยอะๆ หลวงพ่อคนเดียวจะไปสอนยังไงไหว ในที่สุดก็จาก 20 คน เป็น 8 หมื่น 8 พัน เป็นพันเป็นหมื่นแล้วเวลานี้ ก็เพราะว่าเราทำถูก ไปพบพระอาจารย์ผู้เป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่แห่งยุค สามารถประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้หลวงพ่อ แล้วก็หลวงพ่อก็จดจำความรู้อันนั้นเอามาแบ่งเป็นชั้นๆ เป็นเป็นตอน ในที่สุดก็สำเร็จเป็นสถาบันพลังจิตตานุภาพ แล้วก็ได้รับประโยชน์อันยิ่งใหญ่ต่อไป

ทีนี้ ก็ขอบอกท่านทั้งหลายว่า เมื่อเราได้อาศัยสิ่งใดแล้ว เราก็จะต้องรู้จักรักษาสิ่งนั้น เราจะได้อาศัยสิ่งนั้นไปนาน ถ้าหากว่าเราได้อาศัยสิ่งใดแล้ว เราไม่รู้จักรักษาสิ่งนั้น ไม่ช้ามันก็ผุพังเสียหาย บ้านก็ใช้ได้ไม่เท่าไหร่ก็พังไปแล้ว แต่เราทำให้มันแข็งแรง มีความทนทาน มีความถูกต้อง แล้วมีความ เรียกว่าที่อยู่ที่อาศัยที่ดี ในที่สุดมันก็เป็นคณะเป็นกลุ่มขึ้นมาอย่างนี้ เมื่อเราได้อาศัยสิ่งใดแล้ว เราไม่รู้จักรักษาสิ่งนั้น เราก็อาศัยสิ่งนั้นไปไม่ได้นาน ถ้าเราได้รับประโยชน์จากสิ่งใดแล้ว เรารู้จักรักษาสิ่งนั้น เราก็จะได้อาศัยสิ่งนั้นไปอีกนาน ชาตินี้ชาติหน้าต่อไป

จึงขอความสุขความสวัสดี ที่ได้กระทำกันมานี้ให้สามารถดำรงสถาบันพลังจิตตานุภาพให้มั่นคงต่อไป ด้วยอำนาจคุณพระรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนา ดลบันดาลให้งานของเราสำเร็จลุล่วงไป ทุกคนจะได้มีความสุข พ่อแม่มีความสุข ลูกหลานมีความสุข ญาติมิตรมีความสุข สุขด้วยสมาธิมันก็ยิ่งดีขึ้นมา เพราะฉะนั้นจึงขอฝากท่านทั้งหลายว่า ด้วยอำนาจคุณพระรัตนตรัยจงดลบันดาลให้ประสบความสุขความเจริญเกี่ยวกับสมาธินี่ตลอดไปเทอญ. (สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ)”

ต่อมานักศึกษาได้พร้อมใจกันร้องเพลงประจำสถาบัน คือเพลงอรุณทอแสงและเพลง Shinning Sun โดยเพลงอรุณทอแสงเป็นเพลงที่หลวงพ่อเป็นผู้ประพันธ์เอง

จากนั้นอาจารย์พงศ์ศักดิ์ ญาณวฺงโส ได้เมตตามอบใบเกียรติบัตร (ใบขยันเรียน) แก่นักศึกษาครูสมาธิรุ่นที่ 43 ที่เข้าเรียนสม่ำเสมอ โดยอ.นิภาพร บัวทอง กรรมการมูลนิธิฯ กรรมการบริหารสถาบันพลังจิตตานุภาพ ประเทศสหรัฐอเมริกา และประธานกรรมการบริหารจัดการหลักสูตรทั่วไป เป็นตัวแทนรับมอบใบเกียรติบัตร

ต่อมาอาจารย์สุรชัย บัวเมือง อ่านกฎระเบียบและการปฏิบัติตนขณะเป็นนักศึกษา อาจารย์ธนิก คันธโชติ กรรมการบริหารหลักสูตรทั่วไป แนะนำหลักสูตรครูสมาธิ 3 เล่ม

ก่อนเสร็จพิธี นักศึกษารุ่นที่ 44 ร่วมกันรับชมวีดีโอ 20 ปีสถาบันพลังจิตตานุภาพฯ และแยกย้ายกันกลับด้วยความสุขและความอิ่มเอมใจ