Tel.02-311-1387, 02-311-3903 Fax.02-741-3551
Facebook

พระธรรมมงคลญาณ วิ. (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) แสดงธรรมเทศนา ธรรมะรุ่งสว่าง 10/02/62

พระธรรมมงคลญาณ วิ. (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) แสดงธรรมเทศนา ธรรมะรุ่งสว่าง 10/02/62

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 เวลา 10.00 น. ณ ศาลา 84 ปี วัดธรรมมงคล พระธรรมมงคลญาณ วิ. (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล เมตตาแสดงพระธรรมเทศนา "ธรรมะรุ่งสว่าง" แก่คณะศิษย์ญาติโยมและคณะผู้ที่มาสอบปฏิบัติในหลักสูตรอุตมสาสมาธิ รุ่น 2 (พระธรรม) ด้วย โดยมีใจความดังนี้

 

           สวัสดี (สาธุ) วันนี้มีเท่าไหร่ โอ้ โยมมาซะนับไม่ถ้วนแล้ว (สาธุ) มาทำไม ตอบได้คำเดียวว่ามาทำสมาธิ (สาธุ) หลวงพ่อพูดอย่างอื่น พูดไม่เป็น (สาธุ) แต่ถ้าพูดเรื่องสมาธิแล้วก็ว่าได้ กี่ชั่วโมงก็ว่าได้ เพราะอะไร เพราะว่า มันมีความชำนาญ คนเรานี่จะต้องมีความชำนาญ คนขับรถก็เก่ง ทำไมถึงเก่ง เพราะขับรถไม่มีอุบัติเหตุ คนไม่เรียนหนังสือทำไมถึงได้ที่ 1 ทำไมถึงสอบไล่ได้ ก็เพราะเก่งเพราะความชำนาญ และทีนี้หลวงพ่อก็ต้องการที่จะให้ท่านทั้งหลายมีความชำนาญในเรื่องสมาธิ ไปที่ไหนก็พูดแต่เรื่องสมาธิ และท่านทั้งหลายพึงเข้าใจว่า สมาธินี่มีอยู่ทุก ๆ วันที่เราอยู่ ปกติแล้วเราจะมีสมาธิ ถ้าเราไม่มีสมาธิ ตัวอะไรเราก็จำไม่ได้ ต้องมีสมาธิ เมื่อมีสมาธิแล้วสติก็ตามมาทีหลัง แล้วพวกเราก็จะรู้ว่าหลวงพ่อพูดอะไร

 

 

 

           ทีแรกนี่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เรียกว่ายังไม่รู้ก่อน พอทีหลังมา พอได้ฟังเข้าก็ร้อง อ้อ สมาธิ เพราะฉะนั้นสมาธิจึงเป็นตัวนำ มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของคนเรา ถ้าคนเรานี่ขาดสมาธิแล้ว หลวงพ่ออยากจะให้ไปเห็นเด็กนะ ไอ้เด็กที่มันไม่สมประกอบ มันทำอะไรมันก็มันก็จำอะไรไม่ค่อยได้ เขาเรียกว่าสมาธิน้อย จะพูดว่าเสียสติก็จะทำให้เด็กเสียคน แล้วก็บอกว่ามันมีสมาธิน้อย

 

 

 

           ทีนี้เรื่องสมาธินี่ ถ้าหากว่าเรารู้จักวิธีแล้วเราจะสะสมขึ้นมาได้ เพราะอะไร เพราะว่าเรามีเชื้อสมาธิอยู่แล้ว ทุกคนต้องมีสมาธิ สมาธิเหล่านั้นเรียกว่า สมาธิธรรมชาติ สมาธิธรรมชาติเป็นต้นตอที่จะให้สมาธิทั้งหลายที่มีอยู่เกิดขึ้นมาแก่พวกเราอย่างเต็มที่ สติพอมากขึ้น สมาธิพอมากขึ้น เราก็รู้ว่านึกพุทโธ คำว่าพุทโธนี้ ถ้าเราไม่มีสมาธิเราจะนึกไม่ได้ เราจะนึกไปนู่น เมืองเชียงใหม่ เมืองขอนแก่น เมืองโคราช เมืองอะไรก็สุดแล้วแต่ มันนึกไม่ได้ เพราะว่าสติไม่มี สติยังไม่พอ เมื่อสติพอแล้ว พอบอกว่าไปโคราช ไม่ต้อง ไปถูกแน่ ไปอุบลถูกแน่ ไปอุดรถูกแน่ ไปสุราษฎร์ธานีถูกแน่ ไปเมืองแคนาดาถูกแน่ ไปอเมริกาถูกแน่ เพราะอะไร เพราะสติเพิ่มเข้ามา

 

 

 

           แต่ก่อนสติของเรายังน้อยไป อเมริกาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แคนาดาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เราก็เลยหา หาไปหามาหาไม่เจอะ แต่เวลานี้เราจะเจอะว่าพุทโธนี่ไม่ได้อยู่ที่อื่น อยู่ที่ใจเรา ทุกคนจะมีใจอยู่ทุกคน ถ้ามีใจแล้วเรานึกพุทโธทีเดียวก็กลายเป็นสมาธิ ขอให้เข้าใจอย่างนั้น พอทีแรกนี่เราก็มา เพื่อนชวนมาบ้าง เขาประกาศให้เรามาบ้าง แล้วก็เขาก็บอกว่าไปทำสมาธิ ดีก็เชื่อเขาบ้าง ทุกอย่างก็รวมกัน กลับกลายมาเป็นสมาธิ พุทโธไม่ใช่ว่าเรานึกเพียงพุทโธเท่านั้น เรานึกพุทโธแต่พุทโธน่ะหลายครั้ง นาทีนึงจะนึกพุทโธได้เยอะหลายครั้ง ที่เราพากันนึกพุทโธได้นี่เพราะเกิดสติขึ้นมา แล้วก็ทำให้เรานี่มีความคิดต่อไปเรื่อย ๆ ถ้าหากว่าสติเราไม่พอ เราจะนึกพุทโธก็นึกไม่ได้ นึกพุทโธพอนึก ๆ ไปกลายเป็นต้นโพธิ์ซะแล้ว นึกพุทโธไปต้นไทรแล้ว นึกพุทโธไปเป็นต้นมะขามเทศไปแล้ว นึกพุทโธไปต้นแอปเปิ้ลไปแล้ว มันไม่ใช่พุทโธ เมื่อมันไม่ใช่พุทโธ มันก็ไม่ถูก

 

 

 

           ที่เรานึกพุทโธนี่ เพราะว่า พุทโธ พุทธะ แปลว่าผู้ตรัสรู้ คำแปลพุทโธนี่แปลว่า ความตรัสรู้ เพราะฉะนั้นเรามาทำสมาธิ เราก็จะได้พุทโธทันที แต่ว่าพุทโธนั่นจะต้องอยู่ที่เราไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ว่าจะอยู่เฉพาะเวลาเรานั่งสมาธิเท่านั้น แต่จะอยู่กับเราไป เรานึกเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อนั้น เราจะอยู่วัดเราก็นึกพุทโธได้ เราจะอยู่บ้านเราก็นึกพุทโธได้ เราจะอยู่ที่ป่าเราก็นึกพุทโธได้ เราไปอยู่ที่ไหนก็นึกได้ พอนึกได้ก็เป็นพุทโธ พอเป็นพุทโธก็เป็นสมาธิ พอเป็นสมาธิก็เกิดพลังจิต มันจะต่อกันเนื่องไปอย่างนี้ เหมือนกับเรารับประทานอาหาร เราก็ได้ข้าวสุก เราก็ได้กับข้าว เราก็มีอาหารหล่อเลี้ยงตัวร่างกายของเรา เพราะอะไร เพราะว่าเรามีข้าว มีปลา มีอาหาร มีข้าวมีกับ ทำให้เรามีความรู้สึก รู้ได้ เพราะเรามีสมาธิ เพราะฉะนั้นสมาธิจึงเป็นที่ก่อ เมื่อทำลงไปแล้วจะนำเวลาที่ก่อนที่เราจะทำสมาธิ เราจะมีความคิดฟุ้งซ่านไปนู่นไปนี่สารพัด พอเวลาเราเริ่มทำสมาธิ ไอ้ความฟุ้งซ่านเหล่านั้นมันก็จะหายหดตัว หดตัวหนีไป

 

 

 

           เหมือนกันกับที่พระพุทธเจ้าของเราในวันที่พระองค์จะได้ตรัสรู้ พระองค์นั่งสมาธิอยู่ภายใต้ต้นโพธิ์ ภายใต้ต้นโพธิ์แล้วพระองค์ก็ระลึกถึงแต่ก่อนที่จะระลึกถึงนั่น มันจะมีพวกมาร พันมือไม่ใช่ร้อยมือ พันมือ เป็นพัน ถ้ารวมกันก็กว่าพัน หลายพัน เขาเรียกว่า อารมณ์ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นผลดีแก่เรา เป็นเพราะว่ามันเป็นเรื่องอุปกรณ์ เขาเรียกว่า สังขาร แต่ในเมื่อเรานำสิ่งเหล่านั้นเอามาประกอบการ นั่งสมาธิมาประกอบการ นึกพุทโธบ้าง ธัมโมบ้าง สังโฆบ้าง เมื่อประกอบการได้เสร็จมันก็เป็นรูปร่างแต่ละครั้ง เหมือนกับโยมขับรถอย่างนี้ แต่ทีแรกก็ไม่ค่อยจะเก่งเท่าไหร่ พอขับไปทุกวันๆ เข้า ก็เก่งเข้าทุกวัน ทำสมาธิก็เหมือนกัน เมื่อทำสมาธิเข้า พวกมาร พวกอารมณ์นี่หนี มันเตรียมหนี บางคนก็บอกว่าทำสมาธิไม่ได้ ทำไมไม่ได้ บอกว่าอารมณ์มันเยอะ นั่นแหละดี ให้มันมาเยอะ ๆ ฆ่าทีเดียวเอาทีเดียวเที่ยวละห้าร้อย ก็ได้ เอาเที่ยวละห้าพัน ก็ได้ เอาละเที่ยวละหมื่น ห้าหมื่นก็ได้ พระพุทธเจ้าชำระมารพวกนี้ ก่อนแต่ที่จะตรัสรู้ พระพุทธเจ้าได้ขจัดมารออกไปเหลือดวงเดียว มีร้อย มีพัน มีหมื่น มีแสน แต่ว่าเหลือดวงเดียว ถ้าเหลือดวงเดียวได้เมื่อไหร่นี้จะเป็นสมาธิ สมาธินี่จะเป็นเครื่องบ่มจิตของเรา จิตของคนเรานี่มันแข็ง มันแข็งก็แข็งกว่าเหล็ก มันอ่อนก็อ่อนกว่าน้ำ

 

 

 

           มาถึงอารมณ์ ถ้าเรามีพุทโธแล้วจะกลั่นกรองพวกนี้ จะกลั่นกรองที่พุทโธที่เราได้ปฏิบัติสมาธินี่มาเป็นประโยชน์ ประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไพศาล เพราะคนเราเกิดมานี่ เกิดมาแล้วก็ต้องมีแก่ แก่แล้วก็เจ็บ แล้วก็ตาย ร่างกายเป็นอย่างนี้ โรคภัยไข้เจ็บ แต่ใจไม่ได้ตายตามร่างกายนี่ไปด้วย ที่เราชนะมารชนะได้กี่คน ก็ชนะแล้วเป็นการชนะเสร็จไปในตัวเลย ชนะแล้วไม่มีแพ้ เราทำสมาธิ พอทำสมาธิแล้วต่อไปวันหลังเราก็ทำสมาธิอีก ทำสมาธิแล้วต่อไปวันหลังก็ทำสมาธิต่อไปอีก แล้วเราก็ทำสะสมไปเรื่อยๆ จิตของเรานี่ไอ้ที่ว่ามันแข็ง มันก็จะอ่อนลงไป ถ้าว่ามันอ่อนลงไปมันก็จะเป็นชิ้นเป็นอันเป็นผลเป็นประโยชน์ขึ้น ไอ้การเป็นผลเป็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับตัวของเรานี่ ที่เรามาฟังเทศน์ ที่เราพากันมาฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี่ ก็เพราะเรามากลั่นกรอง สิ่งที่เราได้มานี่มันมีประโยชน์อะไรบ้าง พุทโธได้ประโยชน์อะไร ธัมโมได้ประโยชน์อะไร สังโฆได้ประโยชน์อะไร มันจะเข้ามาเป็นพอเป็นประโยชน์ พอเป็นหนึ่งปั๊บมันจะเป็นประโยชน์ทันที เป็นประโยชน์ที่เราจะไม่เคยพบเห็น ความซาบซึ้ง ความเอิบอิ่ม ความประทับใจ จะเกิดขึ้นกับในใจของเรา ความซาบซึ้ง ความเอิบอิ่ม ความประทับใจ ที่เกิดขึ้นมันจะไม่สูญ พอเวลาเราจะดับชีพทำลายขันธ์ คือเวลาเราจะตาย สิ่งเหล่านี้จะมารวมกันเป็นกำลัง ให้จิตของเราดวงนั้นกลายเป็นพุทโธที่ผ่องใส เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า พวกเธอทั้งหลายก็เป็นพุทธะเหมือนกัน เราตถาคตก็เป็นพุทธะเหมือนกัน แต่ก็พุทธะดวงเดียวกัน แต่พุทธะอันนี้จะต้องทำขึ้นมาเอง ไม่ใช่จะไปรอคนอื่นเขามาทำให้ เราทำขึ้นมาเอง เมื่อทำขึ้นมาเองก็เกิดความชำนาญ เมื่อวานนี้ เมื่อวานก่อน เมื่อเดือนนี้ เมื่อเดือนก่อน เมื่อปีนี้ เมื่อปีก่อน เราได้ทำสมาธิมาแล้วมันไม่ได้สูญสลายตัว มันจะเป็นอมตะ ทำให้ท่านทั้งหลายคิดได้ พอเวลาจะดับชีพ ไม่หายใจ ไม่มีอะไรแล้ว เงินร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน ไม่มีประโยชน์แล้วตอนนั้น ประโยชน์ก็อยู่ที่ลมหายใจ นึกพุทโธ

 

 

 

           พุทโธ ก็หมายความว่า มีจิตที่เรียกว่าเป็นสมาธิ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงสอนว่า ศีล คือการรักษากายวาจาของเราให้เรียบร้อย สมาธิ การทำจิตใจของเราให้ตั้งมั่น ปัญญา หมายถึงความรอบรู้ เราไม่ใช่ว่าเราอยู่คนเดียว ทุกคนเราก็มีบ้าน มีที่อยู่ มีบ้าน มีญาติ มีพี่น้อง ที่จะรวมกันมา แล้วทุกคนก็จะกลายเป็นผู้ทำสมาธิเขาเรียกว่า นักสมาธิ เมื่อเป็นเช่นนั้นขอให้เข้าใจว่า เมื่อเราเป็นนักสมาธิเมื่อไร เมื่อนั้นเราแน่ใจแล้วว่าเราเกิดมาชาตินี้ไม่เสียทีแล้วเกิดมา เพราะถ้าหาก ว่าเราไม่ได้มาทำสมาธิพอเวลาจะตายปั๊บ เงินแสนนี้ให้คนนี้ เงินแสนนี้คนนี้เอาไป บ้านหลังนี้ของคนนี้ อันนี้เอาไปอันนึงก็ยุ่งกันใหญ่ แต่ว่าถ้าหากว่าจิตเป็นสมาธิแล้ว มันแบ่งกันเสร็จ มันแบ่งการให้เสร็จ เพราะฉะนั้นการที่เรามาทำสมาธินี่ ท่านบอกว่ามีบุญมาก คำว่าบุญนั้นน่ะก็คือพลังจิตนั่นเอง ท่านทั้งหลายพลังจิตที่เกิดขึ้นมากับตัวของเรานั่น พิจารณาดูแล้วว่ามั่นคง ถึงเวลาแล้วมันคงหาย คงหนีไปเกลี้ยง สาบสูญ ไม่ใช่ เป็นของที่ยังคงอยู่กับตัวของเราตลอดไป ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนมียศสูง มียศต่ำ มียศเท่าไหร่ ไม่มีปัญหาเพราะว่าพุทโธแทรกเข้าได้อยู่ ใจของเราจะมีอะไรมั่ง เราพากันแสวงหาบุญ แสวงบุญกัน แต่ไปแสวงบุญผิด ๆ มันไม่ได้อะไร อยู่ที่ตัวเราแท้ ๆ กลับไปให้คนอื่นเอาไปได้ เราต้องอย่าให้เป็นอย่างนั้น

 

 

 

           เมื่อสมาธิมันเกิดขึ้นแล้วนี่ มันจะยั่งยืน เรียกว่า ปลูกต้นไม้กัลปพฤกษ์ขึ้นมาต้นหนึ่ง ต้นไม้ต้นนี้มันจะเป็นต้นไม้ที่ให้ผล ชาตินี้ก็ได้ ชาติหน้าก็ได้ ชาติต่อไปก็ได้ ได้ผล ผลที่เกิดขึ้นมานี้ชัดเจน ผู้ที่รู้จักว่าจะได้ผลหรือจะไม่ได้ผล ก็ได้ประสบด้วยตนเอง สมาธิมีเยอะ แต่ว่าเราจะทำสมาธิชั้นนี้เราก็ทำ เราจะทำสมาธิชั้นนี้เราก็ทำ ทำทีไรได้ทีนั้น ทำทีไรได้ทีนั้น ไม่เหมือนกันกับแทงหวย แทงหวยมันแทงทีไรหมดทีนั้น พอเป็นสมาธิแล้วมันไม่ใช่แทงหวยแล้ว มันแทงตัวจริง เอาตัวจริงมาใช้ พูดสั้น ๆ ว่าพอนึกพุทโธปั๊บอันอื่นอารมณ์ก็หายไป พออารมณ์หายไปเหลือแต่พุทโธ เมื่อเหลือแต่พุทโธปั๊บ อะไรเกิดขึ้น พลังจิต เกิดขึ้นแล้ว พลังจิตจะเกิดขึ้น 5 หน่วย บางคนก็ 10 หน่วย บางคนก็ 100 หน่วย ก็แล้วแต่ มันจะเพิ่มในตัวของมันเอง เมื่อเพิ่มขึ้นมาแล้ว ไม่มีใครรู้นอกจากตัวของท่านผู้ที่ทำสมาธิ สว่างจ้าเลยเมื่อเวลา แหม ถ้าหลวงพ่อไม่บอกคงหาทางไม่เจอแล้วนี้ เพราะหลวงพ่อแท้ ๆ มาบอกให้ ก็ใช่ หลวงพ่อก็ต้องบอกความดีให้ โยมลองคิดดูก็แล้วกันว่าที่โยมนึกพุทโธนี่คุณค่ามันเท่าไร ร้อยบาท พันบาท หมื่นบาท แสนบาท ล้านบาท มากกว่านั่น เพราะอะไร เพราะว่าซื้อกันไม่ได้ ใครอยากได้ทำเอง เหมือนกับรับประทานอาหารนี่ ใครอยากกินอิ่มก็กินเอง คนอื่นไปกินแทนไม่ได้ มีแต่เราเท่านั้น เพราะฉะนั้น จงพากันภูมิใจซะว่า เมื่อเราได้พลังจิตแล้ว ไม่ใช่ว่าได้พลังจิตเฉย ๆ แต่ว่าได้พลังจิตเป็นหน่วยที่มีความถาวร แล้วก็เป็นชิ้นเป็นอัน แล้วก็เป็นพลังที่เหนืออื่นใด มีค่ามากกว่าสิ่งใดทั้งหมด ถ้าหากว่าเราจะทำบุญ เวลานี้ใกล้จะสิ้นชีวิตแล้วจะทำบุญ ที่ไหนได้ เราทำมาแล้ว เราจะทำบุญสักร้อยบาท พันบาท หมื่นบาท อะไรก็แล้วแต่ แต่เราได้มามากกว่านั่น

 

 

 

           ถ้าพิจารณาดูให้ดีแล้ว โยมก็คิดดูดี ๆ ก็แล้วกันว่า อารมณ์ที่มันมานี่ มันมามากมาย ก่อนที่เราจะมาทำสมาธินี่ พอเรานึกพุทโธปั๊บไปนี่ อารมณ์เหล่านั้นมันจะถอนตัว รีบถอนตัว รีบหนี ให้โอกาส อารมณ์มันจะให้โอกาสเรา ทุกคนจะมีโอกาสเท่าเทียมกัน ในเมื่อเรารู้หนทางนะ ได้หนทางชัดเจนเลย เรียกว่าชัดเจนเลย

 

 

 

           หลวงพ่ออยู่กับพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ 8 ปี อยู่กับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต 4 ปี โอ พูดผิดไป อยู่กับหลวงปู่กงมา ๔ แล้วไปอยู่กับหลวงปู่มั่นอีก 4 ปีเป็น 8 ปี 8 ปีหลวงพ่อบันทึกเก็บมันเอาไว้เกลี้ยงเลย ไม่ให้เหลือเศษเลย แล้วเอามาแบ่งปันกลายเป็นหลักสูตรสมาธิ ที่เราพากันเรียนในเวลานี้ เป็นขี้ปากขี้มือ แต่ว่าเป็นทรัพย์สมบัติที่มีค่าที่สุด ก็ดีแล้ว มาแต่ละครั้ง เตือนสติกันว่าเราไม่ได้ตายฟรีแล้ว เราเกิดขึ้นมา ร่างกายสังขารมันก็แตกสลายไป แต่พลังจิตที่เราสร้างขึ้นมานี้ไม่แตกสลาย อยู่ตลอด ชาตินี้ยังไม่พอ ชาติหน้ายังตามอีก ชาติหน้ายังไม่พอ ตามมาอีกหลายกี่ชาติ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ท่านทั้งหลาย สวัสดี (สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ)